Jennie's profile゚+。゚* Miss Jennie+ : Sti...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    เรียนเพ้นท์เล็บช่วงตกงาน

    เนื่องจากตอนนี้รัตนาวดีก็ว่างงานอยู่ ก็เลยไปลงเรียนเพ้นทืเล็บที่วัดธรรมมงคล สุขุมวิท101
    ที่นี่ใกล้บ้าน และมีสอนเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ทำกับข้าว ทำขนม ของว่าง เครื่องดื่ม
    แปรรูปอาหาร ทำผม ทำเล็บ แต่งหน้า ตัดเสื้อ ร้อยลูกปัด ดอกไม้ประดิษฐ์
    ซ่อมคอม ซ่อมมือถือ นวดตัว นวดเท้า ผ้าบาติค ฯลฯ เกินกว่าจะจำได้หมด และที่สำคัญ ทุกอย่างฟรี!!
    เฉพาะค่าเรียน แต่ค่าอุปกรณ์ต่างหาก แต่ราคาอุปกรณ์เค้าบางอย่างก็ไม่ได้โขกสับมาก
    ถ้าเอาสะดวกก็ซื้อๆไป คิดซะว่า ช่วยค่าใช้จ่ายในการจ้างครูมาสอนพวกเรา
    แต่ถ้าคิดว่าเค้าโก่งราคาไปหน่อย ก็ไปหาซื้อเอาที่อื่น แล้วค่อยเอามาเรียนก็ได้ ไม่ว่ากัน
     
    สนใจรายละเอียด ติดต่อ
    ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร วัดธรรมมงคล       
    ที่ตั้ง ซอยปุณณวิถี 20 สุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
    โทร. 0-2331-7573-4
     
    ที่เลือกเรียนเพ้นท์เล็บที่เพราะชอบทำเล็บ เพ้นท์เล็บมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
    แต่เล็บจริงๆของตัวเองจะสั้นกุดนิดเดียว เลยถนัดทาสีแรงๆมากกว่า
    นานๆจะไปต่อเล็บ ทำเป็นลายอลังการบ้างเป็นครั้งคราว
     
    อาทิตย์แรกที่เรียนก็โดดซะแล้ว เพราะยังไม่กลับจากเกาหลี
    เค้าก็สอนวิธีเพ้นท์เบื้องต้น การผสมสี กราใช้พู่กัน แล้วก็สอนลายง่ายๆพวก ดอกไม้ ผลไม้ หัวใจ อะไรเทือกนั้น
    มาดูผลงานสัปดาห์แรกกันเลยดีกว่า ง่อยมาก ทั้งการผสมสี และลายเส้น
     
    สัปดาห์ที่2 สอนการทาเล็บ2สี และเฟรนช์ปลายเล็บ เพิ่มลายยากขึ้นมาหน่อย และเป็นลาย2-3สี
    ลายแมงปอ กระต่ายplayboy ต้นมะพร้าว เกล็ดหิมะ และปลาโลมา(ซึ่งหลังๆกลายเป็นปลาวาฬ)
    ส่งการบ้านแล้วได้รับการคอมเม้นท์ว่า ใช้พู่กันได้ดี แต่ผสมสียังไม่เนียน
     
    สัปดาห์ที่3 สอนทำลายน้ำ และการตบสี
    ทำลายน้ำไม่ประสบความสำเร็จอย่างแรง!!! เบี้ยวไปเบี้ยวมา ไม่เป็นรูปเป็นร่าง
    กว่าจะได้แต่ละนิ้ว หมดยาทาเล็บไปเป็นขวด ดีนะไปซื้อแบบขวดละ10บาทมาเล่น ไม่งั๊นเปลืองแย่
    อยากรู้ล่ะสิว่าทำยังไง...ฮี่ๆๆๆ
     
    และก็สอนเพ้นท์พื้นท้องฟ้า สีกลางวัน และสีกลางคืน (เล็บที่3,4จากขวา)
    การตบไล่สี อันนี้ก็ถือว่าเราทำได้โอนะ555(เล็บที่1,3,5,6และขวาสุด)
     
    สัปดาห์สุดท้าย เรียนการต่อเล็บปลอมแบบPVC ทั้งแต่ง ทั้งตะไบ ติดกาว เลอะเทอะไปหมด
    ติดแล้วก็แกะ แกะแล้วก็ติด เบี่ยวไปเบี้ยวมา แถมดันโง่แกะผิด ไปแกะเอาเล็บจริง เล่นเอาเล็บจริงเหลือบางนิดเดียว
    ตอนนี้เล็บกลับมาพังยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เน่ามาตั้งนานจากที่ไปต่อเล็บมาครั้งก่อน
     
    มาดูผลงานต่อ+เพ้นท์เล็บของพลอยกันบ้าง....หุหุหุ 
    ทำได้มือเดียว เพราะเพ้นท์ด้วยมือซ้ายไม่ด้ายยยยยยจริงๆ....งามมิ

    หลังจากเลิกเรียนเพ้นท์เล็บได้ไม่นาน ก็เริ่มมีเวลาว่างกันเล็กน้อย
    พอดีเราไปเจอหมวกใบนี้ในเว็บๆนึง แอบถูกใจมากมาย อยากด้ายย ^O^
    เลยเซฟรูปไว้จะให้พลอยถักให้

     

    พอเอาแบบไปให้พลอย เย็นวันนั้นก็ไปซื้อไหมพรมกันเลย
    แล้วพลอยก็สามารถทำให้เสร็จเรียบร้อบ ออกมาเป็นแบบนี้ภายใน3วัน
    ไม่ได้เหมือนกัน100% แต่ก็ออกมาน่ารักมากๆๆ
    ชอบสุดๆ...มีแต่คนถามว่า จะใส่ไปไหน!! 5555
    ไม่รู้จักรัตนาวดีซะแล้ว..ร้อนแค่ไหน ดิชั้นก็แอ๊บหนาวได้ เพื่อพร๊อพ 5555

    November 26

    24Nov.09 Pattaya~Louis Tussaud's Wax Works

    ในที่สุดก็ได้ไปมาซะที หลังจากอยากไปมาตั้งนานแล้ว
    จริงๆปกติถ้าเรายังมีงานทำเหมือนชาวบ้าน เราก็คงไม่ได้มีความอยากไปขนาดนี้
    แต่เพราะตอนนี้ว่างด้วยล่ะมั๊ง ก็อยากไปเที่ยว อยากไปทะเล
    อยากไปหลายๆที่ในเมืองไทยที่ยังไม่เคยไป
    เห็นแคมเปญ 7ดาว 8ตะวันอะไรนั่น ของททท. ก็อยากไป
    เมืองไทยมีที่ให้เที่ยวอีกเย๊อะ ลำบากตรงที่ ไม่มีคนไปด้วยเนี่ยน่ะสิ
    จำได้ว่าไปเพชรบุรีคราวที่แล้วเมื่อหลายปีก่อน ใบไม้สีแดงคล้ายใบเมเปิ้ลสวยมาก
    อากาศก็ดี แค่ไปนั่งเฉยๆ สูดอากาศบริสุทธิก็คุ้มแล้ว พูดแล้วก็อยากไปอีก....
     
     
    ก่อนอื่นเลย คำถามที่หลายๆคนจะถามเป็นคำถามแรกเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ก็คือ
    "เหมือนมั๊ย?"
    บอกได้เลยว่า
    "ไม่เหมือนเลยยยยย"
    แต่อาศัยแต่งตัว พร๊อพ ฉาก ช่วย แต่เราก็ไม่ได้เสียดายนะที่มันไม่เหมือน
    เข้าไปสนุกสนานกับบรรยากาศ ถ่ายรูปขำๆ หาactivityทำกับเพื่อน หรือ ครอบครัว
    ถ้ายังไม่เคยไป 300บาท ลองดูซักครั้งกับพิพิธภัณ1ใน5สาขาของโลก เราก็ว่าโอเคแล้ว
     
    พัทยาทริปนี้ เริ่มจากนัดเจอกันที่บ้านอี๊ต๋อย ไปถึงพัทยาเสร็จสรรพประมาณ11โมง
    ไปกินร้าน"ปูเป็น"กัน เนื่องจากไม่รู้ว่าจะไปกินร้านอะไร พอขับรถไปสุดหาด
    มันเหลืออยู่ร้านเดียวก็เลยกิน เพราะหิวมากแล้ว ถือว่าอร่อยพอกินได้ ราคาก็แพงมาตรฐานพัทยา
     
     
    หลังจากนั้นก็ไปที่ROYAL GARDEN PATTAYA
    ค่าเข้าสำหรับคนไทย400บาท แต่มีโปรโมชั่นลด100บาท เลยเหลือคนละ300บาท
    ตอนแรกนึกว่าจะเล็กๆ แต่พอเข้าไป เราใช้เวลา2ชม.ได้ ในการเดินกว่าจะครบทุกห้อง
    ถ่ายรูปกับหุ่นทุกตัว แบบว่า สัมผัสแนบชิด
    ถ้าหุ่นไหนที่เราไม่รู้จัก ก็จะมีmonitorให้ดูว่าเค้าคือใคร?
     
    ก่อนเข้ามาข้างในจะมีTerminator กับ Mr&Mrs.Smithยืนรับแขกอยู่หน้าทางเข้า
    พอเข้าประตูมาห้องแรก ก็จะเป็นห้องCELEBแบบดาวค้างฟ้า อะไรแบบนั้น
    ก็จะมีทาทา กับ Will Smith ยืนรับแขกอยู่หน้าประตู
     
     
    แล้วก็มีCELEBอีกมากมายในห้องโถงทางเข้านี่
    ลูกเกด กับตัปปิ้งในตำนาน/เฮียเบ็คกับเจ๊วิคตอเรีย/แอน&เคน!! (เกือบดูไม่ออกแน่ะ!!)
    คนอื่นๆในห้องนี้ก็มี โจวเหวินฟะ หลิวเต๋อหัว หลี่หมิง เลสลี่จาง เอ็ดดี้เมอฟี่....ประมาณนี้
     

    ห้องอื่นๆถัดๆมาก็จะแบ่งเป็น
    ห้องนักกีฬา : เขาทราย ภารดร ไทเกอร์วู๊ด บรูซลี
    ห้องนักร้อง : เรน บริทนี่ เจอรี่F4 ไมเคิลแจ็คสัน คาราบาว เติ่งลี่จวิน

    แอ๊บท่านางเอกMVกับพี่เจอรี่ซักกกะหน่อย กรี๊ดด เขินนน >//<

    ขำมาก..เรน เนี่ยนะ มองไปมองมา หน้าตาดูดีกว่าตัวจริง 555ขอซบอกซะหน่อย ลวนลามหุ่น!!! 5555
    ส่งรูปไปให้อีแอ้ดู มันดันดูไม่ออกว่าใคร (ก็นะ เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่เหมือนอย่างแรงอ่ะ!!)

    ห้องแฮรี่ : แฮรี่&เฮอไมโอนี่ หมวกคัดสรร
    มันจะมีmonitorที่ interactiveกับเรา ให้เราใส่หมวกบ้าง ใส่แว่นบ้าง เล่นได้นิดหน่อยขำๆ



    ห้องEngland's Rose : เจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าชายวิลเลี่ยม&เจ้าชายแอนดรู
    ห้องนักการเมือง : โอบาม่า วาลาเดเมียปูติน เหมาเจ๋อตุง เติ้งเสี่ยวผิง นีลสันเมนเดอล่า
    ลีกวนยู แม่ชีเทเรซ่า มหาตะมะคานธี ดาไลลามะ

    แอบนวดให้เฮียเติ้งซักกะหน่อย ท่านั่งแกสบายซะเหลือเกิน
    ส่วนรูปคู่เรากับท่านประธานเหมานี่ ยังกะพ่อลูก 555



    ห้องสยองขวัญ : แดร็คคิวล่า แฟรงเกนสไตน์ ฮิตเล่อ!!(มาไง) เจสัน13th เฟรดดี้ครูเกอร์
    ขำมากๆ ห้องนี้ เพราะว่ามันจะมีทางแยกให้เลือก ระหว่างคนขวัญอ่อน กับคนอยากลองของ
    อี๊ต๋อยเดินไปทางห้องคนขวัญอ่อนอย่างไม่ลังเล แต่มาม๊าลากพาไปห้องลองของด้วย
    เลยต้องเดินๆตามๆกันมา มองจากในรูปนี้มันยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่
    แต่ตอนอยู่ในนั้นมันน่ากลัวมากๆๆๆๆๆ ไฟมันมืดกว่านี้เยอะ ทั้งเสียง ทั้งบรรยากาศ
    แถมวันที่เราไป ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย นอกจากเรา3คนแล้ว เงียบมากกก

    ปกติเราก็เป็นคนกลัวอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เจออี๊ต๋อยเข้าไป เล่นเอาเราขำจนน้ำตาเล็ดเลย
    อี๊ต๋อยเล่นเดินออกทางหนีไฟเฉยเลยอ่ะ 5555 แต่สุดท้ายก็โดนลากกลับมา
    เพราะขู่ว่ามันยังมีทางไปต่ออีกเยอะเดี๋ยวได้ดูไม่หมด เลยยอมเดินกลับเข้ามา
    ตลอดทางห้องสยองขวัญเค้าก็ร้องวี๊ดว๊าย แล้วก็ลงไปนั่งกับพื้นขำไม่ยอมหยุดเพราะกลัวมาก
    ถึงกับยกมือไหว้หุ่นเลยอ่ะ อย่างฮาาาาา.... มีภาพเป็นหลักฐาน 55555

     

    แต่ยอมรับว่าน่ากลัวจริงๆ เราก็กลัวไม่ได้แพ้อี๊ต๋อยซักเท่าไหร่หรอก
    ดูรูปดิ แบบไม่ได้ตั้งใจโพสนะ แต่มันออกมาเอง ที่เห็นสว่างๆเนี่ยเพราะแสงแฟรช
    จริงๆมันมืดมากกกก แล้วเสียงดนตรีก็เร้าใจมากกกก 5555



    ถัดมาก็จะเป็น
    ห้องBatman : โจ๊กเกอร์ แบทแมน แคทวูเมน เพนกวิน มนุษเจ้าปัญหา (โรบินไปไหน?)
    ห้องภาพยนตร์ : ปารีสฮิลตั้น จาพนม ทอมครูซ ซูฉี และดาราจีนอีก2คนที่จำชื่อไมได้ 5555

    พอออกมาจากห้อง ก็จะมีรูปต่างๆของเราที่ตากล้องเค้าตามเข้าไปถ่าย
    ขึ้นmonitorให้เราเลือกปริ๊นออกมา เค้าก็จะใส่กรอบให้สวยงาม
    ปกติรูปละ300(เค้าบอกมานะ ไม่รู้จริงป่าว) แต่ตอนนี้มีโปรโมชั่นรูปแรก150
    รูปต่อๆไป รูปละ50บาท กี่รูปก็ได้ เราก็เลยอัดมารูปนึง
    (จริงๆรูปเรามีน้อย เพราะพอตากล้องมาเราก็เดินหนีไม่ให้เค้าถ่าย เพราะกลัวเสียเงิน 5555)
    มาม๊า2รูป อี๊ต๋อย3รูป รวม400บาท
    ขอบอกไว้เลยว่าที่นี่ตากล้องแอบห่วย!!! มุมกล้องแย่ ความสามารถในการถ่ายรูปยังไม่ถึง
    แสงมันน้อยขนาดนั้น ไอ้เราเห็นแบกกล้องใหญ่มาเลย กะว่ารูปออกมาสวยแน่
    แต่พอเอาเข้าจริงๆ เราว่ารูปในกล้องเรายังจะสวยซะกว่า
    ขอบอกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยนะคะว่าถ้ามีตากล้องที่รูปมุมถ่ายให้สวยกว่านี้
    รับรองคุณได้เงินจากนักท่องเที่ยวอีกเยอะ เห็นแล้วมันหงุดหงิดใจ อยากจะไปถ่ายเอง!!!

    ออกมาจากห้องหุ่นก็4โมงเย็นแล้วเราก็เดินออกมาจากRoyal Garden
    ข้ามมาชายฝั่งแล้วก็นั่งมันตรงนั้นเลย ไม่ต้องเลือกมาก
    สั่งกุ้งเผาครึ่งโล เก๋านึ่งมะนาว ข้าวผัดมันปู เบียร์2 ไสปรท์1 +ทิชชู่1ม้วนและเก้าอี้3ตัว = 1030บาท!!
    ซื้อกุ้งย่างที่เค้าหิ้วมากอีก 150บาท ของทอด3อย่างอีก75บาท
    ตอนกินกุ้งคิดถึงพี่กุ้งเลย อยากไปกินกุ้งเผาด้วยกันอีก ต้องกินหลายๆคน ช่วยกันปิ้งแต่แย่งกันกินถึงจะสนุก

    เที่ยวแบบนี้ก็ราคาประมาณนี้ป่าววะ แถมเป็นหาดติดห้าง ก็อัพราคากันไป
    เดี๋ยวนี้เที่ยวเมืองไทย ราคาค่ากินอยู่ยังกะเที่ยวเมืองนอก ถูกกว่าก็ตรงค่าเดินทางเนี่ยแหละ
    แต่แอบได้ยินม๊ากะอี๊ต๋อยเคลียร์บัญชีกัน ตกคนละ1500ได้
    รวมค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่ากิน ค่าเข้าชมหุ่น ฯลฯ จอร์ช!! นานๆไปทีก็ได้วะ!!

    ยังไงก็ขอขอบคุณมาม๊าที่พาลูกสาวไปสนองneed
    แล้วก็ขอบคุณอี๊ต๋อยที่เป็นคนขับรถพาไปนะคะ

    ดูอัลบั้มรูปเต็มๆ >>> CLICK

    November 21

    Day4-Ginseng Center-Amethyst-Dongwha Duty Free-Chon Gae Choen-Myeongdong-Super-Inchon

    Day4-Ginseng Center-Amethyst-Dongwha Duty Free-Chon Gae Choen-Myeongdong-Super-Inchon

    Day3-Folk Museum-Gyeongbok-Seoul Tower-Tongdaemon-Insadong-Stay7 Hotel

    Day3-Folk Museum-Gyeongbok-Seoul Tower-Tongdaemon-Insadong-Stay7 Hotel

    Day2-Hanbok-Kimchi-Everland-Hwasong-Landmark Hotel

    Day2-Hanbok-Kimchi-Everland-Hwasong-Landmark Hotel

    Day1-Inchon-Nami-Soraksan-Sinneunsa-YongPyong Ski Resort

    Day1-Inchon-Nami-Soraksan-Sinneunsa-YongPyong Ski Resort
    November 17

    6-10Nov.09 @ Korea (My Dream City)

    เอิ่มม...ไปเที่ยวเกาหลีมา..กลับมาได้อาทิตย์นึงแล้ว
    จะมาอัพตอนนี้เลยเริ่มเนือยๆนิดนิง..อย่างว่าเหล็กมันต้องตีตอนร้อน
    อีกอย่าง..ถ่ายรูปมา1400กว่ารูป นั่งเลือก นั่งตัด นั่งแบ่งและไรท์แจกจ่าย
    แล้วก็คัดรูปตัวเองออกมาได้เกือบ300รูป รีทัช+อัพขึ้นเว็บ โอวแม่เจ้า
    มาดูเวลาอีกที นี่มันผ่านไปอาทิตย์นึงแล้วนี่หว่า 5555+
     
     
    ก่อนไปก็ได้ยินเค้าว่ากันว่า เกาหลีไม่มีอะไรเลย น่าเบื่อ ไปครั้งเดียวแล้วก็ไม่อยากไปอีก
    หลังจากไปลองด้วยตัวเองกลับมาแล้ว ก็ต้องขอคอนเฟิร์มว่า "จริง"
    โดยเฉพาะกับคุณผู้ชายทั้งหลายคงยิ่งเบื่อน่าดู เพราะคงไม่สนใจช้อปปิ้งเป็นแน่
     
    แต่สำหรับรัตนาวดี ถ้าให้กลับไปอีก..รับรองว่าถ้ามีโอกาสรัตนาวดีต้องขอไปอีกครั้งแน่ๆ
    เพราะว่าชอบหลายๆอย่าง ชอบอากาศ ชอบอาหาร ชอบบรรยากาศ และเชื่อว่ายังมีอีกหลายยยอย่างที่นั่นที่เรายังไม่ได้เห็น!!
    แต่ขอฟันธงไว้อย่างนึงเลยว่าไม่มีผู้ชายหน้าตาดี K-POP ไรงี๊ อย่าได้คาดหวังว่าจะมาเดินตามท้องถนน!!
     
    ส่วนใหญ่สาวๆทุกคนจะบอกว่าอยากกลับไปช้อปปิ้งเครื่องสำอางค์
    แต่เราเฉยๆ เพราะทั้งETUDE, SKINFOOD, THE FACE SHOP etc.
    ไม่ใช่เครื่องสำอางค์ที่เราใช้อยู่แล้ว....ของที่เห็นหิ้วๆมาเยอะๆเนี่ย ของฝากซื้อและซื้อฝากทั้งนั้น
    ถ้าช้อปปิ้งนี่ รัตนาวดีprefer HKมากกว่านะ...หุหุ ของกิน ของใช้หลากหลาย
    เครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าทั้งBrandName และไม่มีBrand
    ถูกจริง ถึงแม้จะเป็นงานคุณภาพจีนก็เถอะ เรียกว่าละลายเงินรัตนาวดีได้มากกว่าเกาหลีมากมาย
    และที่สำคัญที่สุดมีผู้ชายหน้าตาดีที่สัมผัสได้ตามท้องถนน และรถไฟใต้ดิน โดยไม่ต้องศัลยกรรม 5555
     
     
    สิ่งที่เราชอบที่สุดเลยในการไปเกาหลีครั้งนี้ ก็คือเกาะนามิ
    ขนาดเราไปตอนที่ใบไม้ร่วงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีมุมอีกหลากหลายให้ชื่นชม
    มองไปทางซ้ายจะเป็นทิวต้นไม้ที่ร่วงแล้วเหลือแต่กิ่ง แต่พอมองไปทางขวา ทิวต้นไม้ยังเป็นสีเหลืองๆแดงๆอยู่เลย
    ยิ่งพอกลับมาดุรูปที่บ้านนะ หูยย...เหมือนภาพวาด แล้วเอาตัวเราเข้าไปแปะเอาไว้..!!
    แล้วที่นั่นก็จะมีคู่รักเดินกันเป็นคู่ๆ โพสท่าถ่ายรูปกันแบบสวีทมากกกกก บรรยากาศก็โรแมนติกสุดๆ
    เอาจริงๆนะ เราว่าโรแมนติกกว่าตอนเราไปเวนิสอีกอ่ะ!!!
    เสียดายที่ได้เดินอยู่ไม่นาน เพราะไปกับทัวร์ แถมยังเสียเวลาที่airportอีกตั้งนาน
    (เพราะมี2คนโดนตม.เด้ง ส่วนอีก2คนหลบหนีเข้าเมืองไปทำงาน แม่เจ้า!!)
    เลยมีเวลาชื่นชมธรรมชาติอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่นาที ยังดูไม่หมดเลยอ่ะ!!
     
    ท่าทางBLOGนี้จะยาวเฟรื้อยเลย แบ่งเป็นวันๆให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยแล้วกัน
    เอาตารางทัวร์ไปดูก่อนว่าวันๆทำไรมั่ง
    Day1
    Inchon Airport-Nami Island-Soraksan-Sinneunsa Temple-YongPyong Ski Resort
    Day2
    Hanbok Dressing-Kimchi School-Everland-Hwasong-Landmark Hotel
    Day3
    Folk Museum-Gyeongbok Palace-Seoul Tower+Teddy Bear Museum-Dongdaemon-Insadong-Stay7 Hotel
    Day4
    Ginseng Center-Amethyst Factory-Dongwha Duty Free-ChonGaeChoen-Myeongdong-Super Market-Inchon Airport
     
    ท่าทัวร์เบ็ดเสร็จ 22300 บาทเนท คนอื่นจะว่ายังไงไม่รู้ แต่สำหรับเราขอใช้คำว่า "สมราคา"
    สิ่งที่เสียดายมีอยู่ไม่กี่อย่าง....ข้อ1-7นี่เรียงตามลำดับความ"เซ็ง"จากมากไปหาน้อย 555...
     
     
     
    1  รัตนาวดีทนไม่ไหวกับLOW COST AIRLINEจริงๆ โดยเฉพาะเวลามีอีแอ้ดิ้นไปดิ้นมาเพราะนอนไม่หลับอยู่ข้าง 5555
    ลืมนึกไปว่า สายการบินLOW COST คนนั่งก็ต้องLOWไปด้วย อย่าหาว่ากระแดะเลย
    ขาไปยังเฉยๆเพราะเราโชคดี ได้นั่งแบบ3ที่ 2คน ดีนะที่ไปขอเค้าเปลี่ยนที่นั่งใหม่ถึงได้นั่งด้วยกัน
    ไกด์คนที่มาจองที่ให้นี่ไม่ได้เรื่องเลย จองที่นั่งกระจัดกระจายมาก!!!มาด้วยกันทำไมไม่จองที่นั่งด้วยกันฟระ!!
    ส่วนขากลับนี่ไม่มีโอกาสได้เลือกที่นั่งเอง ยังดีที่ได้นั่งด้วยกัน แต่ความซวยก็คือนั่งติดทางหนีไฟ ทำให้เอนเบาะไม่ได้!!!
    อีกอย่างความรู้สึกมันยังกะนั่งรถทัวร์จีน เพราะกรุ๊ปที่มาด้วย ช้งเช้งกันตลอด อาซิ่ม อาอึ้ม หมวยเล็ก ตี๋น้อย ห่าไรเนี่ย
    แล้วมากันเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ตะโกนข้ามกันไปมาไม่เกรงใจคนอื่น มีตุ๊ดปากจัดพูดมากอยู่คนนึงด้วย
    ไอ้เราจะพูดไรได้ เดี๋ยวมันด่าให้กลับไปนั่งTG เอาวะ  แค่4-5ชม. หลับๆไปเดี๋ยวก็ถึง 
     
     
     
    2 ตอนขาไป มีคนในกรุ๊ปโดนตม.เด้ง2คน และหลบหนีเข้าเมืองไปทำงานอีก2คน 
    ทำให้ต้องเสียเวลารออยู่ที่airportนานมาก เพราะไกด์ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้ามั่ง
    ตารางของวันแรกเลยเป๋ไปหมด ได้เดินเล่นเกาะนามิแป๊บเดียว
    แถมพอไปSoraksan กับวัดSinneunsaก็มืดหมดแล้ว มองไม่เห็นอะไรเลย!!!
    แล้ววันที่2ไม่รู้มันรถติด หรือแพลนเวลาไม่ดี ทำให้เราไปถึงป้อมHwasongแบบมืด(อีกแล้ว!!)
    (เหมือนได้ยินว่าเค้าตั้งใจจะให้เราไปดูแบบเวอร์ชั่นกลางคืน แบบมีไฟๆ ไรงี๊ รึเปล่าไม่รู้)
     
     
     
    3 ฝนตกหนักก่อนเราไป2วัน หิมะตก อุณหภูมิ-2 ทำให้ใบไม้ร่วง เราเลยไปเห็นเป็นซากใบไม้ซะส่วนใหญ่...
    จริงๆเราก็ไม่รู้หรอกว่า ถ้าไปตอนมันยังเป็นใบไม้5สีแบบ"ชะอุ่ม"อยู่ นี่มันจะหน้าตาเป็นยังไง
    แต่พี่ไกด์เค้าบอกว่า ตอนที่เราไปคงไม่สวยเหมือนช่วง1-2อาทิตย์ก่อนหน้านั้น
    ก็เลยแอบรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย เพราะไปดูใบไม้นี่เป็นสิ่งที่ตั้งตารอที่สุดในทริป
    จะว่าไปที่เราเจอมันก็ไม่ได้แย่ซักเท่าไหร่ เพราะเราก็ชอบภาพที่ได้เห็น
    แต่แค่รู้สึกว่านี่ขนาดตอนยังไม่สวยมาก เรายังชอบขนาดนี้
    ถ้าได้เจอตอนที่สวยที่สุด แล้วจะไม่ยิ้งกรี๊ดไปกว่านี้เหรอ...
     
     
    4 ฝนตกพรำๆเรื่อยๆตลอดทริป ทำให้อดไปเก็บผลไม้ที่สวนตามกำหนด
     
    5 รถติดโคตร..และ2ข้างทางต่างจังหวัด ไม่มีอะไรให้ดูจนเรียกได้ว่าเรานอนตลอดทาง
    พอเข้ามาในSeoulแล้วค่อยหน้าตื่นตาตื่นใจหน่อย โดยเฉพาะเวลารถขับผ่านมหาลัย...กรี๊วววว...
     
    7 อากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงมาก วันแรกเย็นๆชื้นๆเพราะฝนตก
    วันที่2ร้อนๆชื้นๆเพราะฝนตก วันสุดท้ายหนาวมากเพราะลมแรงและฝนยังstillตก
    โชคดีเราไม่ป่วย ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะเวลาไปทำงาน ขนาดโดปวิตามินอย่างหนัก
    แต่ไม่รู้ทำไมมันป่วยง่ายเหลือเกิน 55555+
    อากาศขึ้นๆลงๆแบบนี้ อีแอ้บอกว่าเปลี่ยนชุดเหนื่อย เพราะเรา2คนนี่ขนพร๊อพมากันเพียบ
    บางวันตอนเช้าอากาศโคตรหนาว ลมแรง ฟ้าครึ้ม เอาคอเต่ามาใส่ พอสายหน่อยจะร้อนตายเอา
    ต้องพกชุด พกพร๊อพ ไปเปลี่ยนบนรถ เพื่อให้เข้ากับอากาศทีเจอเดี๋ยวนั้นกันเลยทีเดียว..
     
      
    บ่นๆๆมาพอแระ..เดี๋ยวBLOGหน้าจะพาไปดูว่าแต่ละที่ที่ไปเที่ยวนี่เป็นยังไงมั่ง
    ทริปนี้ได้ภาษาเกาหลี (แบบจำได้ในหัว) มา2คำ คือ
    ชากียา - ที่รักหัวใจสีแดง
    คียอบตา - น่ารักจังเขินอาย
    ถามไกด์เอาไว้หลีปู้ชายเกาหลี อิอิ ยิ้มแฉ่ง
    October 28

    ขึ้นทะเบียนคนว่างงาน

    เงินชดเชยกรณีว่างงาน....
    เงินชดเชยกรณีตกงาน.........
    เงินชดเชยกรณีลาออกจากงาน.....
    เงินชดเชยผู้ถูกเลิกจ้าง..........
    เงินชดเชยผู้ประกันสังคม.........
    หรือ อื่นๆแล้วแต่คนจะเรียก...
     
    รัตนาวดีไปขึ้นทะเบียนคนว่างงาน เพื่อรับสิทธินั้นมาแล้ว มาดูกันว่าต้องทำอะไรมั่ง
     
    ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นผู้มีสิทธิรึเปล่า
    นั่นคือ ต้องตกงานมาไม่น้อยกว่า7วัน และไม่เกิน30วัน (ถ้าเกิน30วันจะได้เงินชดเชยน้อยลงไปเรื่อยๆ)
    และต้องจ่ายค่าประกันสังคมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า6เดือนในช่วง15เดือนที่ผ่านมาก่อนว่างงาน
     
    เอกสารที่ต้องเตรียมไปมีแค่4อย่าง คือ
    1 บัตรประชาชนตัวจริง
    2 รูปถ่าย1ใบ
    2 สำเนาบัตรประชาชน
    3 สำเนาสมุดบัญชี ต้องเป็นธนาคารต่อไปนี้เท่านั้น :
    -ธนาคารกรุงไทย
    -ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
    -ธนาคารกรุงเทพ
    -ธนาคารไทยพาณิชย์
    -ธนาคารกสิกรไทย
    -ธนาคารทหารไทย
    -ธนาคารนครหลวงไทย
    -ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
     
    สำหรับสถานที่ที่เราต้องไปก็คือ สำนักจัดหางานกรุงเทพ
    มี10สาขาให้เลือก ไปสาขาไหนก็ได้ที่สะดวก
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 -10

    หน่วยงาน ตำแหน่ง ที่ตั้ง หมายเลขโทรศัพท์ E - Mail Address
    โทรศัพท์ โทรสาร
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชั้น 1 ภายในกระทรวงมหาดไทย ถ.เฟื่องนคร เขตพระนคร กทม. 10200 0-2223-2686 0-2223-6217 ar1@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 2  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    6 ซ.รัชดาภิเษก 70 ถ.รัชดาภิเษก แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม. 10800 0-2910-0974 0-2910-0949 ar2@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 3  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    19 อาคารพงษ์สุภี ชั้น 2 และ 4 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. 10900 0-2617-6571 0-2617-6571 ar3@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 4  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    438/115 ซ.จันทน์ 47 ถ.จันทน์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กทม. 10120 0-2211-7815 0-2211-7815 ar4@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 5  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    328/4 ถ.ลาดหญ้า แขวงคลองสาน
    เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600
    0-2437-3453 0-2439-2985 ar5@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 6  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    607 ชั้น 3F ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คบางแค ถ.เพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. 10160 0-2455-4149 0-2455-8500 ar6@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 7  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    48-48/1 ถ.สุขสวัสดิ์ แขวงราษฏร์บูรณะ เขตราษฏร์บูรณะ กทม. 10150 0-2427-4741 0-2427-5432 ar7@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 8  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    119 ม.8 อาคารบางนาธานี ชั้น 4-5 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กทม. 10260 0-2398-7615-6 0-2398-7019 ar8@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 9  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    123/708-710 ซ.นวมินทร์ 98 ถ.นวมินทร์ แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม. 10230 0-2509-7944 0-2510-3602 ar9@doe.go.th
    สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 10  
    ผู้อำนวยการสำนัก
    555/29-33 ม.13 ถ.สีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี
    เขตมีนบุรี กทม. 10510
    0-2540-7009 0-2540-7008 ar10@doe.go.th
     
    พอไปถึง เค้าจะมีป้ายบอกขั้นตอนเอาไว้อย่างละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง
    อย่างแรกเราก็เข้าไปติดต่อประชาสัมพันธ์ เค้าจะให้เอาสารมากรอก2ใบ
    1แบบขึ้นทะเบียนหางาน 2แบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน
     
    พอกรอกเสร็จก็เอากลับไปให้ประชาสัมพันธ์คนเดิม
    เค้าจะให้ "แบบรายงานผลการหางานทำของผู้ประกันตนกรณีว่างงาน" มา
    เป็นเอกสารที่เราต้องเก็บเอาไว้กรอก แล้วเอามาให้เค้าทุกครั้งที่มารายงานตัวประจำเดือน
     
     
    แล้วเค้าก็จะให้รอซักครู่ เพื่อเข้าฟังสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขในการขอรับสิทธินั้น
    จะมีคนจากประกันสังคมพูดให้ฟังเป็นรอบๆ เราก็ต้องนั่งรอให้รอบก่อนหน้าเราเสร็จ
    แต่ถ้าเข้าไปได้จังหวะพอดีก็ไม่ต้องรอนาน
     
    เรื่องที่ต้องรู้หลักๆก็คือ
    -ถ้าลาออกจากงานเอง จะได้30%ของเงินเดือน เป็นเวลา3เดือน แต่คำนวนจากฐานไม่เกิน15000
    หมายความว่า เราจะได้เงินชดเชย เต็มที่ ที่4500บาทต่อเดือน (=13500)
    -ถ้าโดนไล่ออก จะได้50%ของเงินเดือน เป็นเวลา6เดือน แต่คำนวนจากฐานไม่เกิน15000
    หมายความว่า เราจะได้เงินชดเชย เต็มที่ ที่7500บาทต่อเดือน (=45000)
    -ต้องมารายงานตัวเดือนละครั้ง เช่นเรามาขึ้นทะเบียนวันที่12 วันที่12ของทุกๆเดือนถัดไปก็ต้องมารายงานตัว
    โดนเอาเอกสาร"แบบรายงานผลการหางานทำของผู้ประกันตนกรณีว่างงาน"มาด้วย
    เพื่อแสดงให้เค้าเห็นว่าเรามีการพยายามหางานจริง
     
    หลังจากฟังจบ เค้าก็จะให้เราไปคุยกับเจ้าหน้าที่จัดหางาน
    เหมือนแสดงความจำนงว่าเราเป็นคนที่ต้องการงานจริงๆนะ
    เราก็ถามเค้าไปด้วยความอยากรู้ ว่าประวัติของเราจะไปอยู่ที่ไหน แล้วนายจ้างจะมีโอกาสติดต่อเรายังไง
    เค้าก็ชี้ไปที่มุมห้องมุมนึง จะมีห้องเล็กๆอยู่ มีคนอยู่ในนั้น2-3คน
    ผนังห้องทั้งแถบเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารทั้งเก่าและใหม่ปนๆกัน
    แล้วก็บอกว่า...ถ้านายจ้างต้องการหาประวัติคนงาน เค้าจะเข้าไป"คัดลอก"ประวัติจากห้องนั้น
    แม่เจ้า...สำนักจัดหางานจงเจริญ!!! ถ้ามีคนคาดหวังงานจากที่นี่จริงๆ มีหวังคงตกงานไปทั้งชาติ
     
    สรุปใช้เวลาในการขึ้นทะเบียนคนตกงานทั้งหมดประมาณ1ชม.นิดๆ ถือว่าไม่นานเลย
    แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาไปรายงานตัวรอบแรก แล้วจะมาอัพเดทให้ฟัง
    ว่าได้เงินครบมั๊ย ตรงเวลามั๊ย งี่เง่ารึเปล่า ฯลฯ
     
    MODEชีวิตตอนนี้ : คนตกงานที่ไม่มีรายได้แต่มีความสุขที่สุดในรอบ2-3ปีที่ผ่านมา ขยิบตา
    October 12

    Last September : BKK Fair and my Farewell Party

    หึหึ..ยังไม่ได้รูปจากเพื่อนๆที่ออฟฟิสเรย
    October 03

    12Sep09 : P'Fon Wedding@Amari Watergate

    งานแต่งงานพี่ฝน...ตื่นเต้นมาก...แทบนอนไม่หลับเลย
    หลายๆคนแซวมาตั้งนานแล้วว่า ทำยังกะจะแต่งเอง...5555
     
    ตื่นเช้ามาเราก็แบกเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอางค์ไปที่Amari Watergateเลย
    นัดกัน6โมงเช้า เพราะไปแต่งหน้าให้พลอยด้วย
    ส่วนหน้าตัวเอง รองพื้นมาจากบ้าน อย่างอื่นแต่งต่อบนรถ
    ฟ้าก็ยังไม่ค่อยจะสว่างดี ต้องหามุมสว่างเป็นระยะๆ
    พอถึงโรงแรม แต่งเกือบเสร็จหมดแระ เหลือแค่กรีดตา
    55 เก่งเหมือนกันนะเราเนี่ย..
     
    งานเริ่มจริงๆก็ประมาณ8โมงได้มั๊ง รวมญาติครั้งใหญ่
    พูดทั้งไทย จีน ฝรั่ง โคตรนานาชาติเลย เพิ่งรู้เหมือนกันนะว่าเรามีญาติเยอะขนาดนี้
    แต่ก็เป็นญาติทางมาม๊าพี่ฝนซะส่วนใหญ่ เราก็ไม่ได้รู้จักทุกคนหรอก
     
     
    ถ่ายคู่กะน้องชายสุดที่รักซะหน่อย นานๆมันจะแต่ตัวเป็นผู้เป็นคนซะที
    ใครจะรู้ว่ามันยากลำบาก และชั้นเหนื่อยยยขนาดไหนในการพามันไปหาซื้อเสื้อผ้าสำหรับงานนี้
    ส่วนน้องพลอย วันนี้แต่งหน้าเหมือนกันจนมีคนทักว่า "คนแต่งหน้าให้น้องพลอยนี่ คนเดียวกับจ๋ารึเปล่า"
    ไม่อยากจะบอกว่า "ใช่ค่ะ ก็ดิชั้นเนี่ยแหละ เป็นคนแต่ง"555 
     
     
    หลังจากงานหมั้นตอนเช้าเราก็ไปกินบุฟเฟ่ติมซำกันในโรงแรมน่ะแหละ
    ที่นี่เคยมากินกับครอบครัวหลินและน้องพลอยเมื่อนานมาแล้ว
    อย่างอื่นก็อร่อยดีตามอัตภาพ แต่ที่ประทับใจสุดๆก็คือน้องฮะเก๋าดับเบิ้ลกุ้ง
    ติดใจตั้งแต่ตอนมาลองกิน เพราะฮะเก๋าชิ้นเดียวมีกุ้งยักษ์อยู่ข้างในถึง2ตัว
    กรุบกรอบเด้งดึ๋งมากๆเลย...พูดแล้วอยากกินอีก...อิอิ
    (ส่วนรูปข้างๆเป็นปลาในตู้หน้าร้านอาหาร ตัวใหญ่ พุงขาวจั๊ว น่ากินมั่กๆ)
     
    พอเสร็จสรรพงานหมั้นราวๆบ่าย2 เราก็ไปนั่งเล่นนอนเล่นที่ห้องพี่ฝน
    อาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้าให้ตัวเอง แต่งหน้าให้พลอย ฯลฯ
    เผลอแป๊บเดียวก็5โมงแล้ว ตั้งใจว่าจะลงไปแสตนบายตอน5โมง
    ที่ไหนได้ 5โมงกว่าแล้วยังไม่เสร็จกันดีเลย วุ่นวายนิดหน่อยแต่ก็สนุกดี 555
     
     
    ในงานเราก็มีหน้าที่หลักคือพาแขกไปนั่งที่โต๊ะ...
    แขกเยอะทีเดียว ทั้งรู้จัก และไม่รู้จัก(เป็นส่วนใหญ่)
    แอบคิดว่า ถ้าเป็นงานแต่งเรา คงมีคนมาไม่ถึงครึ่งแน่ๆ5555
     
    แล้วนาทีสำคัญก็มาถึง ตอนนี้เริ่มช่วงพิธีการ
    เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ไปยืนอยู่หลังประตูข้างนอก ส่วนเราก็ยืนอยู่ฝั่งในห้อง
    ตื่นเต้นแทนเลยอ่ะ แบบว่าขนาดเรายังตื่นเต้นขนาดนี้
    นึกไม่ออกเลยว่าตอนพี่ฝนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของประตู รอจะเดินเข้ามาจะตื่นเต้นขนาดไหน
     
     
    พอประตูเปิด ห้องทั้งห้องก็มืด มีไฟfollowตามคู่บ่าว-สาวเข้ามา
    ตอนนั้นเราแบบซึ้งมากเลยอ่ะ..ส่วนน้องพลอยนี่ร้องไห้จนขนตาหลุดไปแล้ววว....
     
    หลังจากพิธีการต่างๆบนเวที ก็เหลือแต่ขั้นตอนกิน กิน และกิน
    ตอนแรกไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ แต่พอได้นั่งกินแล้ว ก็กินสู้ตายเลย
    โต๊ะเราเป็นโต๊ะสำหรับสาวๆ(เพื่อนพลอยกะพี่ต่อ)ที่มาช่วยนั่งโต๊ะเซ็นชื่อกับรับซองให้
    เรื่องกินไม่เป็นรองใครกันซักคน อาหารโต๊ะนี้ ถึงเริ่มช้า แต่ก็หมดเร็วไม่แพ้คนอื่นเลยทีเดียว 5555
     
     
    ถ่ายรูปกะครอบครัวนิดนึง เดี๋ยวเค้าจะหาว่ามากันไม่ครบ เหอะๆๆ
    แอบชอบสีชุดตัวเองจริงๆเลย ตอนแรกกะว่าจะใส่ชุดสีชมพูตัวเก่า
    แต่แอบบอกความจริงว่า พอเห็นprofileของตากล้องที่พี่ฝนจ้างมา
    เราก็เลยตัดสินใจตัดชุดใหม่ดีกว่า อิอิ แบบว่า เท่าที่เห็นคือเค้าถ่ายรูปสวยมาก
    ถึงแม้เราจะมีรูปติดอยู่ในนั้นไม่กี่รูป แต่ก็ขอนิดนึงละกัน เพื่อความสุขใจ5555
    รูปที่เค้าถ่ายงานพี่ฝนนี่ จะได้อีก1เดือนหลังจากวันงาน
    เพราะเค้าต้องรีทัช ฯลฯ อีกมากมายก่อนจะส่งรูปมาให้
    (เอ..เราก็นึกว่าไอ้พวกตากล้องมีอาชีพพวกนี้จะแอนตี้การใช้photoshopซะอีก555)
    เดี๋ยวถ้าได้รูปมาแล้วจะเอามาอัพให้ดู (ต้องผ่านชั้นรีทัชอีกทีก่อน55555)
     
     
    รูปข้างล่างนี่เป็นมุมGALLERY คือเอารูปคู่บ่าวสาวใส่กรอบใหญ่ๆมาวาง
    แล้วก็มีอัลบั้มรูปเล็กๆวางให้แขกดู จัดเป็นสีขาว และแดงอมชมพู
    (เป็นความต้องการของทุกคนที่จะไม่ห้อยรูปไว้บนกำแพงเหมือนสอยดาว
    หรือห้อยไว้ใต้ต้นไม้เหมือนทอดกฐิน!!!)
     
     
    แอบขัดใจนิดนึงตรงที่สตูดิโอที่ไปถ่ายรูปpre-wedding
    รูปออกมาไม่ค่อยถูกใจเราเท่าไหร่ แถมบางรูปรีทัชไม่เนียนเอาซะเลย
    แต่เอาเถอะ เราจะไปขัดใจทำไมเนี๊ยะ ของแบบนี้บางทีมันก็เหมือนซื้อหวย อิอิ
     
    หลังเลิกงาน พี่ๆเค้าสั่งเปิดโต๊ะจีนอีกโต๊ะให้กับน้องๆที่มาช่วยงาน
    ไม่น่าเชื่อว่ายังกินกันได้อีก แต่ว่าเราขอตัวกลับก่อน เพราะว่าต้องกลับพร้อมมาม๊า
    พอขึ้นไปเก็นของบนห้อง ทางโรงแรมเค้าก็จัดเตียงเอาไว้แบบนี้
    ตื่นเต้น(อีกแล้ว) เพราะเคยเห็นแต่ในทีวีหรือMagazine
    เลยแอบถ่ายรูปเก็บมา...กริ๊บกรี๊ววววว...
     
     
    พอขึ้นรถกลับบ้าน เพิ่งรู้สึกว่าเมื่อยยยยย...จัง
    แอบยืนนานเหมือนกันนะเนี่ย แถมเมื่อเช้าตื่นตั้งแต่ตี4กว่า
    กลับมาก็หลับเป็นตาย..แอบรู้สึกใจหายนิดหน่อยที่เวลาต่างๆมันผ่านไปไวเหมือนโกหก
    เหมือนเพิ่งเมื่อกี๊เองที่ไปนั่งกินข้าวร้านต่างๆ แล้วก็ฟังเพลงกับพี่ฝน พี่ต่อ พี่เต้ และน้องพลอย
    อะไรกันเนี่ย..จบซะแล้วเหรอ..เหมือนอะไรมันขาดๆไป
    ถึงแม้งานแต่งจะสิ้นสุดลง แต่มันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตคู่อีกคู่นึง
    ขอให้พี่เต้กับพี่ฝนรักกันมากๆ แล้วก็มีหลานไวๆนะคะ
    ขอบคุณที่ให้จ๋าได้เป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ถึงแม้จะเป็นแค่ส่วนเล็กๆก็ตาม
    จ๋ามีความสุขมากๆเลยค่ะ ยิ้ม
     

    24Aug09-MY BD

    วันเกิดปีนี้ เป็นวันที่นิ่งๆผิดปกติ
    เรายื่นใบลาออกวันที่20 ก่อนหน้าวันเกิด4วัน
    ไม่รู้คิดอะไรอยู่ แต่วินาทีที่ลาออก แล้วเค้าบอกให้เรากลับไปคิดให้ดีๆก่อน
    แต่เรากลับตอบเค้าไปเลยทันทีว่า ไม่ต้องคิดหรอก
    เพราะคิดมานานมากแล้วก่อนที่จะออก..
    ถ้าไม่คิดมาอย่างดี ก็คงไม่กล้าขอใบลาออกหรอก
     
    หลังจากอธิบายเหตุผลไป เค้าก็เซ็นใบออกให้เราอย่างง่ายดาย
    เราก็คิดว่าเค้าอาจจะไม่ต้องการเราแล้วก็ได้
    หรือไม่ก็คิดอีกมุมว่า เค้าคงจะชินกับการที่เซลล์ลาออกกันแล้ว
    เพราะเซลล์ที่นี่เปลี่ยนหน้ากันไปแทบไม่เว้นเดือน
    ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็คงไม่สำคัญ.. ออกก็คือออก...
     
    ปีนี้พอถึงวันเกิดเรา เราก็กะว่าอาจจะมีเซอไพรซ์ตอนช่วงบ่ายๆเหมือนทุกที
    แต่ก็อาจจะไม่มีก็ได้ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุกคนยุ่งมากกก
    แล้วก็ไม่มีใครพูดHBDเราเลย ปกติก็จะมีนัดกันไปกินตอนเย็น
    แต่ทุกคนก็ดูยุ่งๆกันไปหมด สงสัยคงไม่สนใจเราแล้วล่ะมั๊ง
    อีกอย่างเราก็กำลังจะออกอยู่แล้วด้วย เค้าจะมาเสียตังซื้อเค้กให้ทำไม
     
     
    แต่อยู่ดีๆชิสุกับพี่กุ้ง ดันยกเค้กขึ้นมาเซอไพรซ์ตั้งแต่10โมงเช้า
    ขอบอกว่าอันนี้เซอร์ไพรซ์จริง เพราะว่ามาแต่เช้า ไม่ทันตั้งตัวเลย
    เรากอดกะชิสุจนน้ำตาไหลเลย รู้สึกว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะที่จะได้BDกัน"ที่นี่"
    รู้สึกเหมือนจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว จะไม่ได้นั่งทำงานข้างๆกัน
    ไม่ได้เม้าท์กันตอนพักเที่ยง ไม่ได้ไปหาอะไรกินกันตอนเลิกงาน...
    กอดพี่กุ้งด้วยเหมือนกันนะ แต่ไม่กล้ากอดมาก ไม่ค่อยชินกะการกอดพี่กุ้งเท่าไหร่ 555
    พี่กุ้งเค้ายังเขินๆอยู่ แต่กับชิสุกอดกันทุกวันอยู่แล้ว...
     
    แล้วก็มีกี้กับพี่เล็กมาBDด้วย
    มีแต่คนในแผนกเราก็พอละ..แต่ก่อนตอนเราเป็นคนเตี๊ยมวันเกิดให้คนอื่น
    เราก็จะเรียกแผนกโน้นแผนกนี้มาให้เยอะไปหมด
    แต่พอมาถึงวันเกิดตัวเองจริงๆ เราก็รู้เลยว่า แค่คนไม่กี่คน
    แต่เป็นคนที่เรารักและอยากอยู่ด้วยก็มีความสุขพอแล้ว...
     
     
     
    หลังจากผ่านวันเกิดมาไม่นาน เราก็นัดกับณัษฐามากินข้าวกัน
    กินข้าวกันง่ายๆมื้อนึง คุยอัพเดทชีวิตที่ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี
    แล้วก็ตบท้ายด้วยไอติมอีกเล็กน้อย มีเรื่องให้คุยกันไม่จบไม่สิ้น
    ยังไงก็ขอบคุณที่เลี้ยงนะจ๊ะเพื่อน...ไว้เจอกันเร็วๆนี้ จุ๊บๆ
     
     
    อีกหลายวันถัดมา..เป็นประจำทุกๆปี เพื่อนมาม๊าเค้าจะจัดงานเลี้ยงของคนที่เกิดเดือนสิงหาทั้งหมด
    แล้วก็เอามากินเลี้ยงรวมๆกันในวันเดียว เป็นการนัดพบปะกันตามประสาเพื่อนฝูงไปในตัว
    เราก็ได้เจอแนน กับ จ๋า (อีกคน) ที่ไม่ได้เจอกันนานมากกก..
    ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็มีกิจกรรมต่างๆของตัวเอง ก็อัพเดทชีวิตชิทแชทกันไป นานๆเจอกันที
    จ๋าเค้ามีพี่ที่รู้จักเปิดร้านเสื้ออยู่ที่แพลตตินั่มด้วย...เดี๋ยวนี้ใครๆจะรวยนี่ต้องเปิดร้านที่แพลตตินั่มกันทั้งนั้นเลยแฮะ
    ค่าเช่าที่ตั้ง2แสน แม่เจ้า..ต้องรายได้มากทีเดียวเลยนะเนี่ย ถึงยอมจ่ายค่าเช่าที่แพงขนาดนั้น..
    August 19

    พักเรื่องงานมาจัดงานแต่ง^^

    จริงๆนี่ก็ดึกมากแล้ว รัตนาวดีควรจะไปนอนซะที..
    แต่มีความรู้สึกดีๆที่อยากจะพิมเก็บเอาไว้ ก่อนที่มันจะจางหายไป
    ก็เลยขออดนอนมาอัพเสปซซักกะหน่อย..
     
    อย่างที่หลายๆคนรู้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วเป็นช่วงมรสุมเข้ามากมาย
    ไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นี้ก็ไม่ได้เรื่อง ไม่มีอะไรดีซักอย่าง
    เครียดมากจนปวดท้อง เป็นครั้งที่3ที่ร้องไห้ที่ออฟฟิส
    บางทีก็กลับมานั่งร้องไห้ต่อที่บ้านอยู่หน้าคอมคนเดียว
    ไม่เข้าใจ ทำไมทำงานอย่างมีความสุขไปวันๆเหมือนคนอื่นเค้าไม่ได้เหรอไง
    บางทีขี้เกียจรับโทรศัพท์ เพื่อนๆต้องmมาให้กำลังใจเรากันเป็นวรรคเป็นเวร
    ขนาดว่า เอาไปพิมพ์เป็นหนังสือธรรมะแจกได้เลย...
     
    อยากเปลี่ยนงานใหม่..มันทนไม่ไหว กับหลายๆอย่าง
    โชคยังดี มีวันนึงเรากำลังนั่งร้องไห้กับตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว
    ไม่อยากโทรหาใคร รู้สึกมันเป็นเรื่องเดิมๆ คนอื่นเค้าคงเบื่อ
    เราแค่ต้องการเวลาในการจัดการกับความรู้สึกบางอย่างเท่านั้น
    ระหว่างที่กำลังสับสนอยู่กับตัวเอง
    ก็มีใครคนนึงโทรเข้ามา....
     
    เป็นลูกพี่ลูกน้องคนนึงที่นานน๊านนนครั้งจะได้คุยกันซักที
    จะว่าไม่สนิทก็ไม่ใช่ เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างก็มีภารกิจของตัวเอง
    พอมีโอกาสพิเศษก็จะได้เจอกันที..
     
    วันนั้นเค้าโทรมาถามว่า มีพี่ที่ออฟฟิสเค้า อยากซื้อจิลเวอรี่ให้แม่เค้าวันแม่
    ถ้ามาติดต่อซื้อผ่านเราจะได้มั๊ย
    เราก็แบบ..ตอนนั้นน้ำหูน้ำตายังไหลอยู่เลย..
    แต่วินาทีที่ได้คุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่ทำงาน
    มันก็เหมือนกับทำให้เรารู้ว่าเรายังมีคนอื่นอยู่อีก
    โดยเฉพาะคนในครอบครัว พี่ น้อง เหมือนกับเป็นอีกโลกนึงที่เรามองข้าม
    เพราะเรามองแต่เรื่องงานๆอย่างเดียวมาตลอด
    วันนั้นวางสายไปด้วยบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค
    แต่ความรู้สึกมันกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
    คนที่โทรมา เค้าไม่รู้หรอกว่าทำให้เรารู้สึกดีขึ้นขนาดไหน
     
    อีกไม่กี่วันถัดมา..พอดีลูกพี่ลูกน้องเราอีกคนจะแต่งงาน
    เราก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเค้าเล็กๆน้อยๆ
    ได้ไปดูเค้าลองชุดแต่งงาน..
    ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้เดินสายไปกินข้าวตามร้านต่างๆ
    เพราะต้องการจะไปดูวงที่เล่นดนตรีให้ในงานแต่ง
    เวลาไปแต่ละครั้ง ก็ได้นั่งคุยกันเรื่องโน่นเรื่องนี่
    สัพเพเหระ แลกเปลี่ยนความคิด ทัศนคติกัน
    เหมือนทำให้เรารู้จักเค้ามากขึ้น และเค้าก็คงรู้จักเรามากขึ้นเหมือนกัน
    มันก็เป็นอารมณ์แบบ....ครอบครัว....
    ไม่รู้สิ..นานมากแล้ว เราอยากมีพี่น้องพี่พูดคุยกันได้
    ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้คุยกันเรื่องลึกซึ้งอะไรมากมาย
    แต่เหมือนกับให้เราได้รู้สึกถึงบรรยากาศอีกรูปแบบนึง
    มันมีอะไรที่มันนอกเหนือจากเรื่องงาน
    อบอุ่น จริงใจ และไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
     
    ตอนที่เราได้ตามเค้าไปคุยกับคนจัดงานแต่งที่โรงแรม
    วันนั้นเราก็ลางานไปเลย แบบว่า ไม่อยากไปทำงานแล้ว
    ขอพักไปทำอย่างอื่นบ้าง ก่อนที่สมองมันจะไม่ไหวไปกว่านี้
    แล้ววันนั้นเราก็รู้สึกสนุกมาก..มีความสุขมาก
    ถึงแม้จะช่วยอะไรเค้าไม่ได้มาก..แต่ก็อยากเสนอโน่นเสนอนี่
    ช่วยๆกันคิดหลายๆคน เผื่อพลาด หรือหลุดเรื่องไหน จะได้ช่วยกันเตือน
    ม๊าบอกว่าเราทำตัวinvolveกะเค้ามากเกินไปรึเปล่า ทำยังกะงานตัวเอง
    เราก็แอบฉุกคิด บางทีเจ้าของงานเค้าจะคิดว่าเราทำเรื่องยุ่งยากเกินไปรึเปล่าวะ
    แต่เรารู้ว่ามันเป็นงานสำคัญ ถ้าเป็นงานเรา เราก็อยากทำให้มันออกมาดีที่สุด
    แล้วเวลามันก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราก็อยากจะลงdetailให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
    เอาเป็นว่า เราคิดซะว่าเราทำเต็มที่ละกัน คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่างเค้า
     
    พอมาทำเรื่องงานแต่งซักพัก รู้สึกเลยอยากว่าทำEVENT
    (แต่รู้ว่างานมันจับกัง,เหนื่อยมากและเงินน้อย ถ้าไม่ใช่เจ้าของบริษัท)
    รู้สึกว่าถนัดงานจัดการ จัดแจงดูแลระบบระเบียบ
    event organizer คืออะไรที่เราอยากทำตั้งแต่เรียนจบแล้ว
    (เฮ้อ.....กลับมาพูดเรื่องงานอีกทำไมเนี่ย!!)
     
    วันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้านายเรียกคุย
    ไม่รู้ว่าเพราะเมื่อวันเสาร์ เรากับชิสุลางานพร้อมกันรึเปล่า
    เค้าเลยคิดว่าเรามีปัญหาอะไรมั๊ง
    เค้านั่งคุยกับเราคนเดียวตั้งหลายชม.
    สรุปแล้ว..ความรู้สึกเราก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
    เราไม่ได้ต้องการให้ใครในบริษัทมาเปลี่ยนแปลงเพราะเรา
    ให้เค้าอยู่ของเค้าอย่างนั้นน่ะดีแล้ว
    ยิ่งฟังยิ่งรู้สึก ว่าทัศนคติของ"องค์กร"มันไม่เหมือนเรา
    ถ้าวันไหนที่เราทนไม่ได้จริงๆ เราจะเป็นคนไปเอง
    เหมือนกับแอ้ มน เคท พี่เกด และอีกหลายๆคนที่ถอนตัวออกไป
    เพราะเห็นแล้วว่ามันดักดานเหลือเกินที่จะโตไปกับที่นี่...
    หรือในทางตรงข้าม ถ้าวันนึงเค้าทนเราไม่ได้
    เราก็ยินดีที่จะให้เค้าถีบออกจากบริษัทโดยไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย
    (ขอให้จ่ายเงินให้ครบตามที่เราควรจะได้แล้วกัน)
    จบเรื่องงาน....
    ..................
    ................
    สรุปแล้ว..
    ครั้งนึงเราเคยโกรธคนๆนึงมาก ที่ว่าเราเป็นคนที่โตมาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่น
    ทำให้พื้นฐานทางจิตใจเราอ่อนแอ...จนถึงตอนนี้ เรายังไม่เคยพูดกับคนๆนั้นอีกเลย
    ถึงแม้ที่จริงแล้ว เราอาจจะแอบรู้อยู่ลึกๆว่าสิ่งที่เค้าพูดมันเป็นความจริง
    เพียงแต่เป็นความจริงที่เราพยามจะปฏิเสธมันอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง
    ต่อให้โลกนี้มีเราอยู่คนเดียว เราก็ต้องอยู่ได้ คิดแบบนี้มาตลอด
     
    แต่พอมาตอนนี้ เราได้มีactivityกับครอบครัวขึ้นมาบ้าง
    มันทำให้เรา "ติด" เลย....พอว่างๆก็จะโทรหาพลอยละ..เป็นไง วันนี้ขายดีมั๊ย
    ไปซื้อของได้อะไรมาบ้าง ปิดร้านรึยัง ฯลฯ..
    พักเที่ยง หรือเลิกงานก็โทรหาพี่ฝน ว่ามีอะไรคืบหน้ามั๊ย วันนี้งานเยอะมั๊ย
    ถึงบ้านรึยัง รถติดมั๊ย กลับบ้านได้แล้ว จะ4ทุ่มแล้วนะ บลา บลา บลา....
    แค่นี้ก็พอทำให้ชีวิตที่เคยมีแต่เรื่องงานมันแฮ๊ปปี้ขึ้นมาได้บ้างแล้ว
     
    นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน
    เมื่อไหร่ที่แจ็คมันจะโตพอที่จะพูดคุยเรื่องต่างๆได้แบบคนปกติซะที
    บางทีก็รู้สึกรำคาญที่มันไม่มีการพัฒนา ทั้งๆที่อายุก็20แล้ว
    แต่บางทีก็รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรมันได้
    ถ้าเป็นเหมือนพี่น้องคนอื่นเค้าบ้างก็ดีน่ะสิ
    ถ้ามันไปเรียน หรือไปทำงานแบบคนปกติ
    เราก็คงจะเป็นแบบ..ไปเรียนพร้อมกันมั๊ย กลับบ้านพร้อมกันมั๊ย
    อยู่ตรงไหนแล้ว จ๋านั่งแท๊กซี่กลับบ้าน ให้แวะรับที่ไหนมั๊ย
    กินข้าวเย็นรึยัง ไปเดินซุปเปอร์ซื้อของเข้าบ้านกันมั๊ย
    อะไรแบบนั้นมันเป็นสิ่งที่เกินความคาดหวังเกินไปรึเปล่า??
     
    อย่างไรก็ตาม ขอบคุณพระเจ้า ที่ทำให้เราทุกคนได้เกิดมาเป็นพี่น้องกัน
    ถึงแม้พวกเค้าจะไม่รู้ตัว แต่พวกเค้าได้ทำให้จ๋ามีความรู้สึกๆดี
    และทำให้สามารถผ่านช่วงร้ายๆจากการทำงานมาได้
    เหมือนเป็นแบตเตอรี่สำรอง ที่ช่วยเติมพลัง
    ให้เราพร้อมที่จะไปเผชิญเรื่องราวใหม่ๆทีกำลังจะเข้ามา
     
    รักนะทุกคน จุ๊บๆ เขินอาย
    August 03

    กรกฎา..งานเข้า!!

    เดี๋ยวนี้อัพเดทบล็อกกันเป็นเดือนๆเลยทีเดียว เนื่องจากเดือนกค.นี้งานเข้าสุดๆ
    ลูกค้าที่ถืออยู่ในมือก็โผล่มาเมืองไทยกันหมด ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนา
    อาทิตย์นึงต้องเทียวไปสนามบินรับลูกค้าหลายๆรอบ ไอ้เราก็กลัวติดหวัด
    ใส่หน้ากากก็ไม่ได้ เดี๋ยวลูกค้าตกใจ 555 เอาไงดีวะ!
     
    ตอนนี้รู้สึกว่าเสปซไม่ค่อยเป็นส่วนตัวอย่างแรง
    เนื่องจากเพื่อนๆที่ทำงานที่แอดเข้าMSNก็สามารถเข้ามาดูได้หมด
    (ถึงแม้บางคนจะยังไม่รู้วิธีก็ตาม)
    แต่จริงๆก็ไม่ได้แคร์เท่าไหร่ ทุกอย่างที่พิมพ์คือความจริง
    (ถึงแม้จะเป็นจากมุมมองของเราคนเดียวก็เหอะ)
     
    งานเยอะเกินไป แต่ในสถานการณ์ที่ต้องทำยอด ใครจะกล้ายกลูกค้าตัวเองให้คนอื่นง่ายๆ
    ตั้งแต่ช่วงกลางๆเดือนมา กลับบ้านดึกทุกวัน
    หยุดวันอาทิตย์วันเดียวยังแบกharddiskของออฟฟิสกลับมาทำบ้าน
    ทำไงได้ พี่managerเค้าถามแล้วว่าเราไหวมั๊ย ไม่งั๊นเค้าจะยกaccountเราให้คนอื่นทำ
    เราก็ต้องไหวสิ ทำงานดึกยังไง วันหยุดต้องทำงานก็ต้องสู้ตายวะ
    งานมันไม่ได้เข้ามาเยอะๆบ่อยๆขนนาดนี้
    เดือนนี้ทั้งเดือนแทบไม่ได้โทรศัพท์คุยกับใครเลยนอกจากเรื่องงาน
     
    ปัญหาหลักๆมันไม่ได้อยู่ที่ลูกค้า
    แต่อยู่ที่เพื่อนร่วมงานที่ต้องโคงานด้วยตะหาก
    ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
     
    บางทีก็รู้สึกเหมือนกันนะ ทำไมเราต้องยอมให้โขกสับขนาดนี้
    ทำไมคนเรา คนเหมือนกัน พูดกันดีๆ ด้วยเหตุผลไม่ได้ (วะ!)
    เครียดจนน้ำตาไหล..ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้โกรธ แต่ เจ็บใจ
    ทำไมต้องมารองรับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของคนอื่นด้วย
    งานก็ส่วนงาน..ทำไมแยกแยะไม่ได้
    ต่างฝ่ายต่างก็งานก็เยอะอยู่แล้ว ต้องเจอเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกวันละหลายๆรอบ
    "เครียดแทบอ้วก" รู้สึกอย่างงี๊จริงๆ
    อยากลาออก ไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว
    ถึงแม้ตลอดเวลา ไม่เคยอยากจะทำงานที่นี่
    แต่ก็ไม่เคยรู้สึกรุนแรงขนาดนี้มาก่อน!!
    อยากจะกรี๊ดดด..กรี๊ดดด...กรี๊ดดดดด....!!!!
     
    ตอนนี้ลูกค้าเรา90%เป็นอินเดีย...วุ่นวายมากกก
    คนอื่นขายของโน่นนี่แป๊บๆได้2-3หมื่นเหรียญ
    เราขายเป็นร้อยๆชิ้น ลูกค้าอินเดีย ได้มาแค่หมื่นกว่าเหรียญ
    การลงแรงมันต่างกับลูกค้าชาติอื่นๆเยอะแลยหว่ะ..เฮ้อ
    แต่ก็ช่วยไม่ได้ ถือว่าเป็นดวง ไม่มีใครเลือกลูกค้าได้
     
    แต่ในที่สุด ช่วงงานโหลดก็ผ่านไป ตอนนี้มรสุมมันเริ่มผ่านไปบ้างแล้ว
    ข้อคิดอย่างนึงที่เราได้แน่ๆเลยก็คือ "อย่าหนีปัญหา"
    เวลาเจอปัญหา เราเป็นคนที่ชอบไม่ยอมรับความจริง
    บางเรื่องเรารู้อยู่แก่ใจ แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปก่อน คงไม่มีอะไร
    พอลูกค้าตามจิกมา ถึงค่อยมาตามแก้
    ซึ่งไม่ดีอย่างแรง!!
    ทุกปัญหามันจะวิ่งตามกลับมาให้เราแก้แทบไม่ไหว
    ยังไงเราก็ต้องเผชิญหน้ากันอยู่ดี สู้เคลียร์ๆกันไปตั้งแต่ต้นดีกว่า
     
    เหนื่อยนะ..เหนื่อยมาก...อยากทำอย่างอื่น
    อยากทำอะไรให้ตัวเอง...เหนื่อยสายตัวแทบขาดขนาดนี้เพื่ออะไร?
    เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้น ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาเกือบ2ปี มีอะไรดีขึ้นบ้าง
    เมื่อเช้าตอนนาฬิกาปลุก เราก็กดทิ้ง
    นอนรอให้มันมีกำลังใจจะลุกขึ้นมาทำงาน
    หลับตาคิดโน่นคิดนี่..แล้วมันก็น้ำตาไหล
    มันจะไม่ไหวอยู่แล้ว มันไม่อยากลุกขึ้นมาทำงาน
    ไม่อยากตื่นมาเจอคนในออฟฟิส
    เหนื่อยกายมันไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยใจมันแย่!
     
    ตอนนี้สมุดโน้ตที่เราพกติดตัว ไว้จดนู่นจดนี่
    มีรายละเอียดทุอย่างในชีวิต ใครติดหนี้เรา เราติดหนี้ใคร
    พวกpasswordต่างๆในเว็บ รายชื่อบริษัทต่างๆที่เราสมัครงานไว้
    สลิปเงินเดือนตั้งแต่ทำงานที่นี่มา อยู่นั้นหมดเลย
    ไม่น่าเชื่อว่ามันจะหายไปได้ยังไง สมุดสำคัญขนาดนี้
    ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เดี๋ยวก็หาเจอ
    แต่นี่ก็ผ่านไปเกือยอาทิตย์แล้วนะ เซ็งหว่ะ
     
    ได้ระบายแล้วก็ค่อยสบายใจหน่อย
    กะจะมาพิมพ์ในนี้หลายครั้ง แต่ก็ยั้งใจไว้ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง
    แต่ด้วยความที่เราก็ไม่อยากระบายความเครียดไปลงที่คนอื่นอื่น
    ทั้งพี่กุ้ง ชิสุ แอ้ ทุกคนก็มีเรื่องเครียดของตัวเองอยู่แล้ว
    คนที่บ้านก็พอกัน relationship มันก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว
    ใครๆก็รู้กันอยู่..ตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าจะต่อยังไง
    ตัวใครตัวมันเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว ยังไงๆ ก็มองกันคนละมุม
     
    บางทีเราอาจไม่ต้องการคนช่วยมาแก้ไขปัญหา แต่แค่ต้องการคนมารับฟังเรื่องราว
    แล้วก็เห็นด้วยกับเราบ้าง ช่วยสนับสนุนเราบ้าง
    ทำให้เรารู้สึกว่าความคิดของเรามันถูกบ้างก็พอแล้ว..
    June 28

    17-22 June 09 : HK Jewellery Show

    ไปฮ่องกงคราวนี้ก็หนุกดีเหมือนทุกครั้ง
    แต่ได้นอนโรงแรมเล็กลง เพราะบริษัทตัดงบ
    เลยต้องมีคนนึงลงไปนอนพื้น สลับกันไป
    เรากะชิสุนอนคนละครั้ง ส่วนพี่โต้งนอน3ครั้ง
    เพราะไม่รู้ว่าจะกลับมานอนหรือไม่นอน เลยเสียผลประโยชน์ไป555

    คราวนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ เพราะมันก็เหมือนๆเดิม
    เราแนะนำที่กิน ที่เราไปกินประจำที่HKดีกว่า
    ด้วยความที่อ่านภาษาจีนไม่ออก แต่ละร้านเราก็จะตั้งชื่อกันไปตามความเข้าใจ

    ร้านแรกที่ไปกินหลังจัดบูธเสร็จวันแรก
    เราเรียกว่าร้าน "เหมียวๆ" ที่มาของชื่อร้านก็คือ มีครั้งนึงเจ้านายมากินที่นี่
    แล้วโทรศัพท์ดังเป็นเสียงแมว เค้าก็แกล้งไม่รับโทรศัพท์
    พนักงานทั้งร้านก็นึกว่ามีแมวเข้ามาในร้าน แถมพูดจากันก็ไม่รู้เรื่อง
    เค้าก็เลยเดินหาแมวกันให้วุ่นไปหมด ตั้งแต่นั้น พอจะไปกินร้านนี้ก็เลยเรียกว่าร้าน "เหมียวๆ"
    ร้านนี้อยู่บนถนนCanton Road แถวๆตรงข้ามMacopolo Gateway
    ราคาไม่น่าพิศมัย แถมมี+vat7% แต่เมนูขึ้นชื่อคือ พุดดิ้งมะม่าง
    และมีพนักงานเก็บโต๊ะหน้าตาดีคนใหม่ (เพราะมาครั้งที่แล้วยังไม่เห็น)ยิ้มแฉ่ง

    ร้านถัดมาไปเดินเล่นที่Temple Streetไปเล็งกระเป๋าเหมือนทุกครั้ง
    ไปเดินรอบแรก ไม่ได้กระเป๋าถูกใจเลยซักใบ แถมเปิดราคามาซะขี้เกียจต่อเลย
    ชิสุพาไปกินร้านข้าวอบหม้อดินร้านใหม่ อยู่ตรง4แยกกลางตลาดเลย
    แต่ร้านนี้เราไม่ปิ๊งเท่าไหร่ พอกินได้ กินไป3คน200กว่าHKD

    ร้านถัดมาต้องไปกินตอนเช้าเพราะเป็นติมซำ
    ร้านนี้เราตั้งชื่อว่า.."ติมซำพันปี" เพราะร้านนี้มีแต่คนแก่เท่านั้นที่มากิน
    พอเราเดินเข้าไปจะเป็นตัวประหลาดมาก
    เค้าจะกินกันซกมกๆหน่อย กินเสร็จนั่งแคะขี้ฟันกัน
    บ้างก็นั่งฟังข่าว อ่านหนังสือพิม บ้างก็ถกกันช้งเช้ง...ฟังไม่รู้เรื่อง
    มาคราวนี้เราขอเปลี่ยนชื่อร้านเป็น"ติมซำหมื่นปี" เพราะแก่คนเย๊อะมากกก...
    ร้านนี้พอเดินเข้ามาเค้าจะให้กระดาษแผ่นนึง เราก็เดินไปที่เตานึ่งติมซำ
    เลือกไปกี่เข่งๆ เค้าก็จะแสตมป์ตราลงไปบนกระดาษ พอกินเสร็จเราก็เอาไปจ่ายตัง
    ราคาไม่แพงมาก เข่งนึงก็ราวๆ10กว่าHKDเอง รสชาดเรียกได้ว่า "ดั้งเดิม" ทีเดียว
    พิกัดร้านอยู่ฝั่งฮ่องกง ขึ้นตรงสถานีWan-Chaiมาก็เจอเลย
    เป็นทางไปทำงานของเราพอดี เมนูสุดโปรดของเจนนี่คือ..ข้าวอบตีนได่ และ ก๋วยเตี๋ยวหลอด

    ร้านถัดมา เพิ่งค้นพบเมื่อคราวที่แล้วที่มา อยู่แถวถนนKowloon Park Drive
    สังเกตุง่าย เพราะมีป้ายสีเหลืองเขียนภาษาไทยตัวเบ่อเริ่มว่า
    "มรว.ถนัดศรี กินแล้วชอบ" อะไรประมาณเนี๊ยะแหละ
    เมนูก็เป็นภาษาไทย แต่เวลาสั่งต้องชี้ด้วย ไม่งั๊นได้ของมาผิด
    เมนูสุดอร่อยตือ บะหมี่หมูแดง..ผักไก๊หลั่น(เค้าเรียกงี๊ป่าววะ)ราดซอสเนื้อ
    แล้วก็เกี๊ยวน้ำรวมมิตร ราคามิตรภาพ ราวๆ10-30HKD กินไป3คน 130กว่าHKD

    ร้านถัดมาไปกินที่mongkok ที่นี่ฮิตอาหารญี่ปุ่นกันมาก คนต่อคิวยาวเชียว
    มีเป็น10ๆร้านเรียงๆกัน แถมพนักงานที่ออกมาแนะนำเมนูข้างนอกก็หน้าตาดี เลือกร้านกินไม่ถูกกันเลยทีเดียว 5555
    แต่ร้านที่เรากินเป็นร้านราเมง เส้นมันเหมือนขนมจีนบ้านเราเลย
    ชามใหญ่มากกก รสชาติธรรมดา ไม่ถึงกับต้องมากินอีกครั้ง จานละ ~20HKD

    เดินดูของที่ทongkokแล้วไม่ได้อะไรเลย มีแต่กระเป๋าก๊อปเต็มถนนไปหมดคล้ายๆมาบุญครอง แต่ถูกกว่าเยอะ
    แต่มีร้านgift shopที่ซื้อของน่ารักๆประจำอยู่ร้านนึง ราคาก็ปกติ ไม่แพงมาก
    คราวนี้ได้สมุดใส่พาสปอร์ต forever friendมาเล่มนึง 29HKD มีช่องใส่โน่นนี่เยอะ น่ารักม๊ากกก...

    วันถัดมาเจ้านายให้เลือกระหว่างอาหารจีน กับอาหารเกาหลี
    เราแอบเบื่ออาหารเกาหลี แต่คิดว่า ถ้ากินอาหารจีนคงเลี่ยนหน้าดู
    แถมพี่โต้งก็อยากกินเกาหลี ก็เลยขอเจ้านายไปกินเนื้อย่างเกาหลีกัน
    ร้านนี้พิกัดอยู่ตรงCanton Roadเหมือนกัน ใกล้ๆโรงแรมเจ้านาย
    แต่ต้องเดินเข้าไปในซอยอีกหน่อย คนกินเยอะเต็มร้านเลย
    แถมเค้าติดป้ายหน้าร้านด้วยว่าเป็นร้านที่มีหนังเกาหลีเคยมาถ่ายทำ ไรซักอย่างเนี่ย อ่านไม่ออก555
    ร้านนี้อร่อยดี เนื้อย่างอร่อย เครื่องเคียงครบ น้ำเปล่าฟรี2ขวด แต่บิบิมบับกับซุปกิมจิ เฉยๆ 
    แถมราคาแพงม๊ากก เรากะชิสุนั่งถกกันไปมาตอนสั่งของ จนเจ้านายรำคาญเลยบอกว่า
    "พวกมึงนี่เรื่องมากจริงๆ สั่งๆไปเหอะไม่ต้องดูราคา" สุดท้ายบิลออกมา เจ้านายรูดปรื๊ดไป1400HKD
    ตอนกินเจ้าของร้านเค้าเอาปากกามาแจกลูกค้าทุกคนด้วย แบบเขียนแล้วมีไฟ ตลกดี

    ร้านถัดมาเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไฮโซมากกก ต้องโทรไปจองก่อนถึงจะมีโต๊ะนั่ง
    วันแรกโทรไปไม่มีโต๊ะ ต้องจองข้ามวันเลยทีเดียว ถ้าจองห้องVIP จะได้เห็นวิวVictoria Bayทั้งหมด
    แต่ต้องกินเกิน1200HKD ถึงจะจองห้องนั้นได้ เจ้านายเราเลยบอกให้จองโต๊ะรรมดา

    ร้านนี้อร่อยมากกกกกกกก ปลาเป็นปลา ชิ้นใหญ่เต็มๆคำ
    แบบว่าซาซิมิละลายในปาก สุโค่ยยยยย... ซูชิก็หน้าอลังการๆทั้งนั้น 
    คือแบบ อร่อยทุกอย่างที่สั่งมา แถวเจ้านายสั่งSakeมากิน ขวดแรกไม่อร่อย
    เลยสั่งมาอีกขวด แถมมีเรากินกะเจ้านายอยู่2คน เมาพูดภาษาอังกฤษเป็นไฟเลย
    ชิสุบอกว่า ชั้นเมา พูดกะเจ้านายเหมือนเพื่อนเลย แถมจีบพนักงานเสริฟอีกตะหาก
    เจ้านายบอกว่า วันหลังก่อนมันไปแฟร์ขายของ ให้มันดื่มซักกรึ๊บ จะได้พูดกะลูกค้าปรื๊อ
    แต่ทำไมกรูไม่เห็นจำได้เลยวะว่าพูดไรไปบ้าง!!
    รู้แต่ตอนลุกแทบลุกไม่ขึ้น หัวมันทิ่มไปแล้ว แต่คืนนั้นยังมีแรงไปเดินช้อปปิ้งกันต่อจนสร่างเมาเลย
    พิกัดร้านนี้อยู่ถนนMiddle Road เยื้องๆกับโรงแรมYMCA ค่าเสียหายมื้อนี้ 1800HKD
    แล้วทำไมไม่จองห้องVIPแต่แรกเนี๊ยะ!!!
    รูปข้างล่างนี่โดนถ่ายตอนไหนจำไม่ได้ เมาซะ ไอติมไม่ใช่ของตัวเองด้วย 555~

     วันสุดท้านก่อนกลับเรามีเวลาไปเดินเล่นกันทั้งวัน
    เพราะพี่โต้งจองflightกลับไว้ตั้ง2ทุ่มกว่า

    ตื่นมาcheck outก็เที่ยงแล้ว ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแล้วก็ไปเดินเล่นลั๊นลากัน
    ไปกินข้าวเที่ยงกันที่ร้าน"ไม้จิ้มฟัน"
    มันชื่อไม้จิ้มฟันเพราะ คนทำกับข้าวชอบคาบไม้จิ้มฟันอยู่ในปาก
    เคี้ยวไปเคี่ยวมาเวลาทำกับข้าว 555



    ร้านนี้ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง อร่อยมาก กลับเมืองไทยมายังคิดถึงอยู่เลย
    มื้อนี้เป็นมื้อเดียวที่ยอมกินเป็ดแบบเต็มๆ หลังจากหลีกเลี่ยงสัตว์ปีกมาได้ซักพัก..
    พิกัดร้าน อยู่แถวถนนKowloon Park Drive เหมือนเดิม

    กินเสร็จเราก็ลงรถใต้ดินไปที่สถานีCENTRAL เพื่อนไปขึ้นรถเมล์ต่อ

    สถานีCENTRALใหญ่มากมาย เดินแค่หาทางขึ้นก็เหนื่อยแระ
    ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เดินออกนอกเส้นทาง จากโรงแรมไปทำงาน
    เพราะทุกครั้งที่มาไม่เคยได้ไปไหนไกลกว่านี้เลย

    แถวนี้เป็นแหล่งออฟฟิสนิดนึง วันนั้นเป็นวันจันทร์ด้วย
    พนักงานออฟฟิสเดินออกมากินข้าวเที่ยงกันเต็มถนนไปหมด
    ได้อารมณ์ประมาณสีลมบ้านเรา

    ในที่สุดคราวนี้ก็ได้นั่งรถเมล์2ชั้น มาที่นี่ไม่เคยได้นั่งซักที อยากมานาน...
    เรานั่งรถเมล์สาย6ขึ้นไปเที่ยวRepluse Bayกัน
    ทางขึ้นเขาแคบและน่ากลัวมาก เมื่อเทียบกับขนาดของรถ
    เลี้ยงโค้งสวนกันที ห่างกันไม่ถึงคืบ แต่เค้าขับกันจนชินทางแล้วเลยเฉยๆมั๊ง
    ไอ้เราเลือกนั่งหน้าสุดข้างบน เสียวกันไปตามๆกัน
    วัดที่นี่เราเคยมาเมื่อหลายปีก่อน..มากับหลิน พี่ขวัญและน้องพลอย
    คราวนั้นฝนตก คราวนี้ก็ฝนตกเหมือนกัน...คิดถึง3คนนั่นเหมือนกันแฮะ..

    หลังจากไหว้พระ ถ่ายรูปลั๊นลากันเสร็จ เราก็นั่งรถกลับมาแถวๆโรงแรมกัน
    แอบแวะซื้อน้ำมะม่วงเล็กน้อย แล้วก็เดินเล่นสืบราคาของแบรนด์ที่Ocean Terminal
    ใกล้ๆโรงแรมเรามีพลาซ่าเปิดใหม่ด้วย ยังสร้างไม่เสร็จดีเลย
    เห็นแล้วคิดถึงพวกJ-ave,Crystal park แนวๆนั้น มีแต่ของแบรนด์อีกเช่นเคย

    ซัก4-5โมงเราก็ขึ้นAirport express (หรือที่เมืองไทยกำลังจะเปิดในชื่อAirport Link)
    ใช้เวลาซัก15-20นาที ไปถึงAirport แต่ check in เอากระเป๋าไปก่อนได้เลย
    คราวนี้เหลือเรา ชิสุ พี่โต้ง แค่3คน ทำอะไรๆก็สบายหน่อย ไม่ต้องรอกันไปรอกันมา
    ได้กินอาหารญี่ปุ่นที่airportด้วย อร่อยดี เป็นมื้อสุดท้ายที่ฮ่องกง
    หลังจากนั้นเราก็แยกกันไปshoppingกันในDuty free

    บนเครื่องJennieได้กินของเหลือจากBCด้วย เป็นเสต็กเนื้อที่เหลือแค่4จานเท่านั้น ไฮโซ
    แต่ไม่ได้อร่อยเท่าไหร่เลย..ขากลับเราเพลิดเพลินกับหนังแอคชั่นชื่อเรื่องอะไรซะกอย่างจำไม่ได้ แต่สนุกดี
    ขาไปดูการ์ตูนเรื่องBolt สนุกมากก ร้องไห้ด้วย 555 แต่บินแค่2ชม.นิดๆ กว่าเค้าจะสาธิตวิธีหนีฉุกเฉิน
    กว่ากัปตันจะมาสวัสดี กว่าแอร์จะขายของ กว่าจะกินข้าวเสร็จ เกือบดูหนังไม่จบเรื่องแน่ะ

    สรุปทริปนี้ ออกแนวตัวใครตัวมัน ทุกคนรู้ทางไปดีอยู่แล้ว
    แต่ละคนมีเป้าหมายในการไปเดินซื้อของไม่เหมือนกัน ก็เลยแยกกันไปเลย
    อยากทำอะไรทำ สะดวกดี ถึงแม้เจ้านายจะไม่ให้ทำอย่างนั้นก็ตาม 5555
    คราวหน้าพี่เล็กมาด้วย เจ้านายอาจจะเลือกโรงแรมดีกว่านี้ก็ได้

    รูปสุดท้ายข้างบนนี่ใครเอ่ย??..มาดูของร้านหนุ่มไต้หวันขวัญใจชั้นด้วย
    แถมพาเด็กมาเดินเล่นฮ่องกงด้วยอีกตะหาก อิอิ

    May 30

    15-22 May @ Italy

    ไปออกแฟร์มาอีกแล้ว..ช่วงนี้ดูเหมือนจะชีพจรลงเท้า
    แต่ได้ข่าวว่าหมอดูทักว่าจะมีเกณฑ์เดินทางหมดแค่ปีนี้เท่านั้นแหละ
    ไม่รู้ว่าปีหน้าจะอยู่ หรือจะโดนเด้ง 555
     
    งานอิตาลีกลางปีนี้มีแต่คนกลัว..ไม่กล้าไปกัน เพราะเค้าว่ากันว่าคนน้อย
    แต่บริษัทเรา กลัวที่ไหน ปีนี้เดินหน้านโยบายออกบูธต่างประเทศ
    โคตรจะสวนกระแสชชาวบ้าน..แต่ก็ดีสำหรับเรา เพราะได้ไปเปิดหูเปิดตาต่างประเทศ
     
    เอาผ้าปิดปากไปด้วย กะลังเห่อไข้หวัดหมูกัน
    เราใช้ปิดตอนนอนบนเครื่องบิน แต่พอไปtransitที่เวียนนา
    ถ้ายังใส่อยู่จะดูเหมือนตัวประหลาดมาก เพราะที่โน่นเค้าไม่สนใจเรื่องโรคกันเลย

    มื้อแรกที่ไปถึงอิตาลี กิน Mix Seafood Grill,Pock Shop,Spargetti Seafood
    ที่ร้านLa Pausa ร้านนี้กินมันเกือบทุกวัน กินหลายๆมื้อ
    เพราะคนไทยแนะนำกันปากต่อปาก ถ้าเข้าไม่เลือกร้าน ต้องกินเป็นcourse
    ออเดิร์ฟ, Main course, 2nd Course อิ่ม และ แพง น่าดูเลย

    งานแฟร์คนน้อยยยมาก..วันๆแทบไม่ได้พูดอะไรเลย
    เดินวนไปวนมา มองหน้ากันไปกันมากับเพื่อนที่ไป ละเพื่อนข้างบูธ
    เอาของออฟฟิสมาใส่แล้วถ่ายรูปเล่น..โคตรว่างงงง...!!

    เดินเล่นในCentro ของVicenza กินไอติมทู๊กกกกกวันเลย โคนนึงก็ประมาณ1-2euro
    เหมือนไปฮ่องกงต้องกินมะม่วงปั่น ฮุ่ยหลอซัน ทู๊กกกวัน ยังไงอย่างงั๊น
    (แอบรู้สึกเปลืองเงินบริษัทนิดนึง..แต่ก็เอาเถอะนะ..อิอิ)
    แต่เอาเข้าจริงๆ มันไม่ได้อร่อยขนาดนั้น บางอันต้องบอกว่าจืดชืดเลยด้วยซ้ำ
    กินGellatoniเมืองไทยยังอร่อยกว่า เพียงแต่ที่นั่นมันมีขายเยอะจนเกินห้ามใจเท่านั้นเอง

     

    ร้านยอดนิยมอันดับ2 "Zi Teresa" ร้านนี้บรรยากาศออกจะไฮโซนิดนึง
    แต่ราคาไม่น่ากลัวอย่างที่คิด มีพวกคนจีนมากิน นั่งโต๊ะข้างๆกัน
    แล้วพวกเค้าเห็นเรากรี๊ดกร๊าดกับอาหารจานใหญ่มากกกกกที่ยกมา
    เค้าก็มองเราด้วยหางตา แบบดูถูกเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงอะไรแบบนั้น
    ตลกดี..คนขายเค้าออกจะดูภูมิใจที่เราปลื้มอาหารเค้าขนาดนั้น..

    Scallopตัวเป้งจานนี้ถูกใจเราที่สุด ตัวนึงหั่นได้3คำ
    แถมพี่โต้งไม่กิน ยกให้เราอีกตะหาก..ลาภปากมากมาย
    3ตัวนี่ 10euro ถือว่าเป็นจานออเดิร์ฟที่แพง ถ้าเทียบกับจานอื่นๆ แต่อร่อยสุดๆ

    ร้านนี้พนักงานหน้าตาดี ลูกเจ้าของร้านก็หน้าตาดี คุณแม่เจ้าของร้านก็ใจดี
    โอ๊ยย จริงๆแล้วคนอิตาลีมันหน้าตาดีกันไปหมด...
    เดินเล่นในเมืองนี่ เรากับพี่โต้งแทบหมดแรง..หัวใจมันไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวซักเท่าไหร่ 5555



    มีวันนึงเจ้านายนึกกรุ้มกริ่ม พาไปนั่งจิบไวน์ กินไวน์ขาวตอนมื้อค่ำ
    แล้วก็ต่อด้วยไวน์แดงอีกขวดที่bistro พร้อมกับของกินเล่นนิดๆหน่อยๆที่เค้าไว้กินแกล้มไวน์
    ปิดท้ายด้วยGappa เป็นเหล้าอย่างนึงของที่นั่น
    แม่เจ้า แรงม๊ากกก..รัตนาวดี เคยพูดคำว่า "ไม่ไหว" ตอนกินเหล้าซะที่ไหน
    แต่เจอเจ้าGappaเข้าไป1shot แค่ได้กลิ่นยังถึงกับมึน



    แต่ถือว่าเป็นโชคดีของเรา เพราะวันแรกๆเราไปถึง เราทอลซินอักเสบ
    คอแดงมากไม่เคยเป็นรุนแรงขนาดนี้ ลิ้นไก่มันบวมปิดคอจนหายใจไม่ออก
    กลืนน้ำลายไม่ได้ ตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจ น่ากลัวจนน้ำตาไหล นึกว่าจะตายซะแล้ว
    แต่พอเจอเจ้าGappaเข้าไป แอลกอฮอร์ล้างเชื้อโรคในช่องคอหรืออย่างไรไม่ทราบได้
    เช้าวันถัดมาเราหายเป็นปลิดทิ้งเลย มีคอแดงๆนิดหน่อย แต่ไม่เจ็บแล้ว 

    ทุกๆทริปที่ไปแฟร์ จะมีมื้อใหญ่มื้อนึงที่เจ้านายพาไปเลี้ยง
    คราวนี้เจ้านายพาไปเลี้ยงเสต๊กที่ Golf Club Vicenza
    บรรยากาศดีมาก เพราะเป็นสนามกอล์ฟ ต้นไม้เขียวไปหมด
    ร้านที่กินก็เป็นClubhouseของที่นั่น คราวนี้กินกันเป็นคอร์สเลย
    ออร์เดิร์ฟเป็นบุฟเฟ่สลัด..สุดยอดดดด
    กินร็อคเก็ทสลัดไปชามเท่าบ้าน มะเขือเทศก็อร่อยสุดๆ
    ไม่เคยคิดว่าจะชอบกินมะเขือเทศได้ขนาดนี้

    ส่วนmaincourseของเราก็เป็นเสต๊กเนื้อ..อร่อยดี..
    แต่ก็ไม่ได้ถึงกับปลื้มอะไรมากมาย..เพราะเราชอบกินดิบ
    แต่เจ้านายสั่งสุก..ก็เลยรู้สึกเหนียวๆหน่อย
    เบ็ดเสร็จมื้อนี้ กินกัน5คน หมดไปประมาณ200euro
    ถือว่าเบาะๆ สำหรับคนอย่างเจ้านายเรา
    เค้าเม้าท์กันว่า ปีที่แล้วมา กินไป300กว่าeuro!! 

    ทุกๆเช้าตอน8โมง เราก็จะลงมากินข้าวเช้ากันที่ห้องอาหารโรงแรม
    มีพวกแฮม ชีสแผ่น ซีเรียล นม กาแฟ น้ำส้ม ขนมปังหลากชนิด กีวี สตอรเบอรี่ ลูกพรุน ไข่ต้ม
    กินเหมือนกันทุกวัน ผลไม้สดมากกก กินแล้วชื่นนนใจ

    ทุกๆเย็นเราก็จะไปหาที่เดินเล่นกัน ใครอยากซื้ออะไรก็ไปเดินดู
    แต่งานนี้เราไม่ได้ซื้ออะไรส่วนตัวเลยซักกะอย่าง จับอะไรก็แพงไปหมด
    euroนึง47บาทกว่าแล้ว ซื้ออะไรไม่ลงเลย 

    วิวระเบียงห้องได้อารมณ์มากมาย ตึกเค้าสีน่ารักดี อากาศก็ดี
    แต่ตอนกลางคืนแอบร้อน เพราะมันไม่มีแอร์ แล้วอากาศข้างนอกก็ไม่ได้เย็นขนาดนั้น
    พวกเราก็เลยแข่งกันถีบผ้าห่มกันทั้งคืนเลย

    ข้างๆโรงแรมเราก็มีสวนสาธารณะเล็กๆอยู่ คนแก่ๆเค้าก็มานั่งรับแดด สนทนาตามประสาผู้สูงอายุกัน
    พ่อแม่ก็เข็นรถเข็นพาลูกมาเดินเล่น คู่รักก็มานั่งกระจุ๋งกระจิ๋ง เป็นบรรยากาศครอบครัวมากมาย

    วันสุดท้ายก่อนกลับ เราก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่เวนิซกัน
    นอกจากเรือกอนโดร่าที่เป็นสัญลักษณ์แล้ว ก็ต้องไปถ่ายรูปกันสะพานนี่ (จำชื่อไม่ได้ละ)
    แล้วก็ต้องไปที่จตุรัสSans Maco (สะกดอย่างงี๊ป่าวไม่รู้ แต่ก็ออกเสียงประมาณนี้)
    ค่าเรือกอนโดร่า คนละ20euro แต่ถ้าผู้หญิงหน้าตาดีถูกใจคนขับเรือ
    เค้าก็จะลดให้เป็นพิเศษ เรทราคามันเลยไม่fix แล้วแต่ใครจะต่อรองได้



    นักท่องเที่ยวเยอะมาก มีทุกชาติทุกภาษา
    งานนี้เราเดินกันเป็น10โล นักท่องเที่ยวปกติเค้าจะขึ้นเรือกัน
    แล้วเรือมันจะจอดให้เป็นจุดๆตอนสถานที่ท่องเที่ยว
    แต่ค่าเรือก็คนละหลายeuro startที่5euro ทุกคนก็เลยยอมเดินกันดีกว่า

    สำหรับของที่ระลึกก็ต้องเป็นเรื่องหน้ากาก กับ เครื่องแก้ว
    มีร้านขายของที่ระลึกเยอะแยะเต็มไปหมด คล้ายๆพัฒพงศ์ คือทุกร้านขายของเหมือนๆกัน
    ก็ต้องเดินหาร้านถูกๆไปเรื่อยๆ แต่ก็ระวังว่าจะเดินกลับมาหาร้านเดิมไม่เจอ
    เราซื้อตุ๊กตาmagnetกับพวงกุญแจมาฝากเพื่อนๆและญาติๆ
    หยิบไปไม่กี่ชิ้น ปาเข้าไป3พันแล้ว..ตกใจนิดหน่อย
    แต่คนขายหน้าตาดี แถมใจดียอมลดให้ตั้งเยอะ เลยยอมซื้อย่างง่ายดาย 555



    สรุปแล้ว เวนิซ เมืองในฝันของใครหลายๆคน รวมถึงเคยเป็นของเราด้วย
    ไม่ได้ทำให้ประทับใจขนาดนั้น เดินไปเดินมามันก็รู้สึกเหมือนๆกันไปหมด
    สงสัยเราอาจจะคาดหวังมากเกินไปซักหน่อย
    แต่ถ้ามากับแฟนแล้วได้ค้างที่นี่ซักคืน ก็คงจะเป็นอะไรที่ต่างออกไป
    บรรยากาศตอนกลางคืน บนเรือกอนโดล่าคงโรแมนติกมากกกกกกกกก......

    แต่ที่เค้าว่าเวนิซกำลังจะจม ท่าทางจะจริง
    เพราะตลอดทางที่เราเดินๆไป มีแต่ปรับปรุง ก่อสร้าง ตึกร้าวเป็นระยะๆ
    คือถ้ามองภาพรวมมันจะไม่ค่อยสวยเพราะซ่อมแซมไปหมด
    แต่ภาพที่ถ่ายมา มันก็จะเลือกถ่ายไม่ให้ติดมุมที่มันก่อสร้าง

    ตรอกนี่ ตอนที่เดินผ่านทุกคนพูดขึ้นมาพร้อมกันเลยว่าเหมือนDiagon AlleyในHarry Potter
    แต่ของจริงเหมือนกว่าในรูปอีกนะเนี่ย...

    หมดทริปเวนิซ เหนื่อยมากกกก...และก็ร้อนมากกกกด้วย ยังกะอยู่เมืองไทย
    กลับมาที่airportกันตอนเกือบๆ4โมงเย็น เปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดเลนส์ เตรียมตัวขึ้นเครื่องนอน
    แต่เครื่องดีเลย์เกือบ2ชม. ไม่อยากนอนที่Airportก็เลยต้องถ่างตารอ
    พอเครื่องมา ได้ที่นั่งปุ๊บ หัวถึงหมอนก็หลับไม่สนใจใครเลย ง่วงมากกก...

    May 09

    ไปเสม็ดวันแรงงาน..

    ไปกันแบบวางแผนล่วงหน้าไม่กี่วัน ประมาณว่าทิ้งทวนที่ยิ้มมันจะลาออก
    แล้วพวกเราก็อยากไปทะเลกันตั้งนานแล้ว ได้แต่พูด ไม่เคยได้ไปซะที
    คราวนี้เวลาเหมาะเลยสนองนี๊ดกันซักหน่อย...
     
    ออกเดินทางวันที่1พค. ตรงกับวันแรงงาน แต่คนไม่เยอะอย่างที่คิด
    เจอกัน7.30 แต่เลทนิดหน่อย ยิ้มขับรถพาไปถึงระยองราวๆ10โมงนิดๆ
    แล้วเราก็ไปขึ้นเรือที่ท่าเพกัน เช่าSpeed Boatแค่พันเดียว
    เพราะใช้เส้นเพื่อนชิสุที่เป็นนักข่าวช่อง7 เป็นcelebมันก็ดีอย่างงี๊
    นี่ถ้าชั้นเป็นพอลล่าชั้นคงได้นั่งฮอไปแล้ว....555
     
    ไปถึงวันแรก..เชื่อมั๊ยว่านอนกันตลอดบ่าย 555
    ทริปของป้าแก่ๆก็เงี๊ยะ..ให้ทำไรวุ่นวายมากไม่ได้ เหนื่อย!!
    ไปถึงพอทำเรื่องจองทริปดำน้ำเสร็จ
    ได้ห้องพักปุ๊บ เก็บข้าวเก็บของเสร็จก็นอนปั๊บเลย
    พักที่แสงเทียนบีชรีสอร์ท ห้องพักเป็นเตียงคู่2เตียง คืนละ2800บาท
     
    พอตื่นมาตอนเย็นๆ ก็เปลี่ยนเสื้อลงไปเล่นน้ำกัน เช่าเต่าเป่าลมมาตัวนึง100บาท
    แล้วก็เกาะลอยไปลอยมา..อีแอ้นอนทับซะเต่าแฟบเลย
    แถมไปเหยียบโดนไรมาก็ไม่รู้ เท้าพรุน ต้องนั่งแกะเสี้ยนทั้งคืน
     
     
    คืนแรกเรากะยิ้มก็นั่งจิบเบียร์กัน ส่วนอีก3สาวก็นั่งชงVodkaผสมน้ำผลไม้
    (จะไฮโซกันไปไหน ชั้นว่าอารมณ์นี้มันต้องเบียร์ล้วนๆหว่ะ)
    เล่นไพ่UNOกัน พี่กุ้งเมาขำมากๆ พูดไรไม่รู้เรื่องเลย ส่วนอียิ้มเมาหาเรื่อง
    อีแอ้ไม่ต้องพูดถึง..แมร่งนั่งแกะเสี้ยนทั้งคืน ไม่มีเวลาเมา 55555
     
     
    วันที่2เราก็ตื่นกันแต่เช้า...ประมาณ ยังไม่8โมงดี
    (เพราะชิสุร้องเพลง+คุยโทรศัพท์เสียงดัง ทุกคนเลยโดนบังคับให้ตื่นไปโดยปริยาย)
    หลังจากอาบน้ำอาบท่า กินขนมปังโบโลน่าเป็นข้าวเช้ากันเสร็จ
    ก็ลงไปเตรียมตัว รอเรือมารับตอน11โมง
    ลงมาตั้งแต่10โมงกว่า เรือมาซะ11โมงครึ่ง นั่งรอจนตัวดำเลย
     
     
    ทริปนี้เป็นเรือดำน้ำรอบเกาะ ราคาคนละ400 แต่ชิสุต่อเหลือ350
    ขึ้นเรือตั้งแต่11โมงเช้า กลับมาเกือบ5โมงเย็น 
    ได้ลงดำจริงๆแค่2จุด ส่วนมากจะใช้เวลาไปกับการขับเรือวนไปรอบๆเกาะ
    พวกเราก็นั่งๆหลับๆไปซะมากกว่า ตอนลงไปดำ ก็มองอะไรแทบไม่เห็น มีปลาอยู่2-3ชนิด
    แถมหน้ากากเราก็น้ำเข้าอยู่นั่นแหละ ไม่อยากบ่นมาก เพราะมันก็แค่ทริปดำน้ำจ้อยๆอ่ะนะ
    แต่คิดถึงสมุยมากมาย คิดถึงตอนไปดำน้ำที่สมุย แม่เจ้า ต่างกันราวฟ้ากับดิน
     
     
    คืนที่2เราก็กินข้าวกันที่ร้านอาหารข้างๆรีสอร์ท อร่อยละไม่แพงอย่างที่คิด..
    วันสุดท้าย เราก็ตื่นกันตามปกติ แล้วก็เตรียมตัวมาขึ้นเรือโดยสารข้ามฟาก
    คนละ70บาทเท่านั้น ประหยัดไปได้หลายร้อย ใช้เวลาประมาณชม.นึง
    ข้ามกับมาถึงฝั่งก็ประมาณ11โมงนิดๆ
     
     
    หลังจากนั้น เราก็นัดเพื่อนชิสุ ชื่อจูน ที่เป็นผู้ประกาศข่าวช่อง7
    มากินข้าวกลางวันกัน แล้วก็ไปตลาดน้ำ4ภาคที่เปิดใหม่ที่พัทยา
    เห็นเค้าว่ากำลังมีงานอยู่พอดี ก็เลยลองไปดูกัน
     
     
    เดินไปไม่นาน ความรู้สึกร้อนจนขนหัวลุกก็เข้าครอบงำทุกคน
    ต้องใส่แว่นกันแดดกันทุกคนเลยเพราะว่าแดดแรงเกินกว่าที่สายตาจะรับไหว
    บรรยากาศรอบๆ ให้ความรู้สึกเหมือนสวนอาหาร พื้นเป็นไม้ๆ
    แล้วก็เดินไปรอบๆคลอง โดยมีเรือขายขนม หมูปิ้ง ไก่ย่าง จอดอยู่ระหว่างทางรอบๆ
     
     
    ของขายก็ไม่มีไรมาก ก็เหมือนๆตลาดน้ำทั่วๆไป แล้วก็ของเล่นหลอกฝรั่ง
    หลังจากนั้น เราก็เบนเข็มไปเขาเขียวกันต่อ ก็ไม่มีไรมาก เหมือนที่เราเคยไป
    แต่ยิ้มชำนาญกับที่นี่มากเพราะมาบ่อย มันก็พาไปดูที่คุ้มเสือด้วย
    แมวตัวใหญ่พวกนี้ น่าร๊ากก...น่ารักจริงๆเลย
    แต่ว่ากรงนกใหญ่มันปิดปรับปรุง ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู
    ได้ถ่ายรูปกัน ตั่วเฮีย ด้วย ตื่นเต้นมากๆ
    ตอนแรกมันหันหน้ามา แล่บลิ้นยาวมากกก หวาดเสียวสุดอ่ะ
     
     
    เสร็จสรรพจากเขาเขียวก็เกือบๆทุ่ม เราก็ไปซื้อขนมของฝากกันที่หนองมน
    แล้วก็ไปกินข้าวกันที่วังมุข..สั่งกันเต็มสตรีมเลย
    เพราะพี่กุ้งขอไว้ตั้งแต่ต้นทริป ว่าขอเหลามื้อนึง
    ก็เลยจัดกันไปชุดใหญ่ กุ้งหอยปูปลาครบทีม
    ตอนแรกจินตนาการว่าคงเกือบ4พัน เพราะชิสุบอกว่าร้านนี้แพง
    ที่ไหนได้ ออกมาแค่2พันกว่าต้นๆเอง
    แต่จะให้สั่งเยอะกว่านี้ก็คงไม่ได้ เพราะกินกันจนปลิ้นทุกคน
     
     
    หมดทริปนี้กันไป รวมค่าน้ำมันแล้วคนละไม่ถึง3พัน
    จะว่าเป็นทริปประหยัดก็ว่าได้ ขนาดเล่นกินเหลากันทุกมื้อ
    555...นานๆที ไปสนุกสนานกันเพื่อนที่ออฟฟิส..ก็ดีเหมือนกัน..มั๊ง?

    Dating wt Shi-tsu @INAHO

    เมื่อวันก่อนโน่น ไม่รู้อะไรเข้าสิง ชั้นกะชิสุเลยไปเดทกัน2คนที่ร้านอินาโฮ๊ะ แถวพระราม4
    ชวนกันเหมือนกึ่งเล่นกึ่งจริง แล้วก็ไปกินกันจนได้
    ไม่มีไรให้เล่ามากมาย ราคาค่าเสียหายคนละ350เนท รวมเครื่องดื่มแล้ว
    บอกได้คำเดียว ร้านนี้เจนนี่ไม่ปลื้ม ถือซะว่าไปกินให้รู้ว่ามันเป็นยังไง เห็นในเนทพูดถึงกัน

    ยังดีที่เรากินปลาดิบ ชิสุไม่กินปลาดิบ เลยกินแต่ผักสลัด แล้วก็พวกปลาย่าง ไก่ทอด ไรพวกนี้
    แต่อย่างว่า เดี๋ยวนี้ อาหารบุฟเฟ่ราคาเลเวล3 หาดีแทบไม่ได้ จะเอาดีๆจริงๆ ก็ต้องมี500อัพ

    แอบรู้สึกเสียดายเงินเล็กน้อย..แต่ก็ไม่รู้สิ คนชอบกินปลาดิบอาจจะชอบกันร้านนี้ก็ได้

    April 29

    สมาธิไม่มา ปัญญาไม่เกิน...เบื๊อออ..เบื่อ...

    ช่วงนี้งานเยอะขึ้นมากมาย แถมคนยังน้อยลงอีกตะหาก
    ทำอะไรก็รู้สึกไม่เสร็จไม่สิ้น เจ้านายไม่รับพนักงานเพิ่ม
    เพราะคิดว่าทุกวันนี้ลูกค้าน้อยลง เท่าที่มีอยู่ก็สามารถดูแลได้หมดแล้ว
    จะว่าไปจริงๆมันก็ได้อ่ะนะ...รับคนมาเพิ่มก็เสียเวลาเทรนเปล่าๆ
    เพราะคนที่มีทางเลือกเค้าก็ไม่อยู่ที่นี่กันหรอก...
    ส่วนไอ้คนที่อยู่น่ะ..ไม่รู้เจ้านายจะเห็นค่าบ้างรึเปล่า
     
    ตอนนี้รู้สึกว่างานล้นมือมาก ทำงานที่ออฟฟิสไม่มีสมาธิเลย
    โต๊ะเรามันอยู่กลางบ้านด้วย เดี๋ยวคนโน๊นเรียก คนนี้เรียก
    บางทีเค้าทักทายเพราะอัธยาศัยดี แต่ไอ้เราก็กำลังเครียดๆอยู่ ไม่อยากคุยกะใคร
    แต่จะไม่พูดอะไรตอบ เดี๋ยวก็หาว่าชั้นอย่างโง๊นอย่างงี๊อีก
    บางทีคนอื่นจะคุยกัน ก็ต้องตะโกนข้ามหัวเรา ไม่ให้ได้ยินได้ยังไง
    ไหนจะคนเดินผ่านไปผ่านมาอีก ได้ยินเสียง สมาธิก็ว่อกแว่กแล้ว
    เดี๋ยวคนนั้นถามนี่ คนนี้จะเอานั่น โคตรรรรรำคาญเลย
    บางครั้งอยากจะตะโกนออกไปว่า
    "อย่าเพิ่งยุ่งกะกูได้มั๊ยย"
     
    บางทีนั่งๆอยู่ในออฟฟิส อยากนึกให้มีขวดแก้วมาครอบเราเอาไว้จากคนรอบข้าง
    ไม่อยากทักทายใคร ไม่อยากให้ใครเรียก ไม่อยากรับโทรศัพท์ (ที่บางทีก็เป็นแค่เรื่องงี่เง่าที่โทรมา)
    บางเรื่องที่มีคนมาถามๆเนี่ย ก็ช่วยสำเนียกหน่อย ว่าเป็นเรื่องงานรึเปล่า แล้วกูยุ่งอยู่มั๊ย
    หัดเกรงใจคนอื่นเค้าซะมั่งก็ดี ไม่ใช่ว่ามึงว่างแล้วคนอื่นเค้าจะว่างด้วย
     
    ถ้าเพิ่มสมาธิให้ตัวเองได้อีก คงจะใช้เวลาคิดงาน หรือทำโน่นทำนี่ได้อีกไม่น้อย
     
    วันนี้เจ้านายเพิ่งเรียกไปคุย (คร่าวๆ)
    พูดเหมือนสมัยที่เราเข้ามาแรกๆ
     
    "ชั้นคาดหวังกับแผนกเธอนะ" "บริษัทโตชั้นก็ไม่ลืมพวกเธอ"
     
    "ชั้นสัญญาอะไรไว้ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น"
     
    "พวกเธอคิดว่าชั้นจะให้เงินเดือนเธอเป็นแสนไม่ได้เหรอ"
     
    "เจนนี่..ต้องพยามอีกนิดนึงนะ..จากที่อาจจะพยามอยู่แล้ว ก็ต้องเพิ่มขึ้นอีก"
     
    (กล้าเนอะ พูดมาได้ว่า สัญญาแล้วเป็นสัญญา กลืนน้ำลายตัวเองแท้ๆ)
     
    บางทีบุคลิคของเราอาจทำให้ดูเหมือนทำงานช้า อีดอาด ยืดยาด
    แต่ถามหน่อยเหอะ มีอะไรที่ไม่เสร็จตามกำหนดงานบ้าง
    งานทุกอย่างถ้าไม่เสร็จแบกกลับมาทำบ้านหมด
    HardDiskของบริษัทก็แบกกลับบ้านมาแล้ว..จะเอาอะไรกับชั้นอีก
    อย่างเดียวที่ชั้นยอมรับว่าทำได้ไม่ดีเท่าคนอื่น ก็คือการขายของที่แฟร์...
     
    โกรธมากจนอยากจะร้องไห้ออกมา..
    ทุกคนดีหมด ยกเว้นเจนนี่ ต้องพยามอีกนิดนึงนะ
    ส่วนคนอื่นออกแนวดีเกินไป...ช้าๆลงหน่อย กันไว้ จะได้ไม่พลาด..
    ถ้าเส้นมาตรฐานของเราไม่เท่ากัน...ไล่ออกเลยดีกว่ามั๊ยคะ??
    แต่เงินเดือนrateเท่านี้ จะรับคนใหม่ก็คงต้องวัดดวงกันหน่อย...
    April 19

    สุภาพบุรุษบอยแบนด์..Gentleboy Institute

    .
    .
    ตอนแรกว่าจะไม่อัพแล้ว..แต่หลังจากดูคลิปGIจากyoutubeแล้วก็อดไม่ได้ มันคันไม้คันมือ..
     
    เอาเป็นว่า วันนี้เริ่มต้นจาก เราไปหาครูปิ๋มตอนบ่าย2 เพราะจะเอาโน๊ตบุคไปซ่อมที่ฟอร์จูน
    แล้วก็ไปกินร้านKoSiRaeที่ทองหล่อ..บุฟเฟ่หมูเกาหลี วันธรรมดา290 เสาร์อาทิตย์320
    ร้านนี้ก็พอกินได้..เราไม่ได้ลองเมนูที่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ เลยไม่อยากคอมเม้นต์มาก
    ราคามาตรฐาน บีบิมบับ150 พวกซุปต่างๆ180-200 เนื้อย่างต่างๆ300-450
    น้ำเปล่าฟรี ไม่มีvat แต่ข้าวไม่ได้รวมอยู่ในบุฟเฟ่ต์...(ข้าวกระเทียม70)
    ตอนจะลุกจากโต๊ะ ได้ยินโต๊ะข้างๆพูดขึ้นมาว่า "นี่มันไดโดมอนชัดๆ"
    แต่สำหรับเรา มันก็ไม่ได้แย่ขนาดน๊านนน...
    เอาเป็นว่า ถ้าจะไปกินบุปเฟ่ร้านนี้ เราเชื่อว่า พันทิป ช่วยหาร้านที่ดีกว่านี้ให้คุณได้..
     
    กลับมาเรื่องรายการสุภาพบุรุษบอยแบนด์ (หรือ HOT BLOOD GUYภาคไทยกำลังใช้ความคิด)
    สาเหตุที่รัตนาวดีติดตามและอยากดู เพราะรัตนาวดี ชอบรายการประกวดอะไรพวกนี้อยู่แล้ว
    แล้วเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ดูเด็กๆกรุบกรอบ8คน (ที่สาวบ้างไม่สาวบ้าง) ลั๊นลาอยู่ในทีวี
    เคยบอกไปแล้วว่าสัญชาติญาณแม่ยกมันอยู่ในสายเลือด..
    อีกอย่าง รายการของคุณหนุ่มกิติกร ก็ต้องเป็นที่ถูกจับตามองอยู่แล้ว
    หลังจากออกมาจากทรู หลายคนคงอยากรู้ว่าเค้าจะทำอะไร
     
     
    เปิดรายการมา มีหนุ่ม กรรชัย เป็นพิธีกร
    (โอวแม่เจ้า..ช่างเข้ากับคอนเสป "สุภาพบุรุษ" เสียนี่กระไร)
    แล้วก็ไม่พูดพร่ามทำเพลงอะไรมากมาย ตัดเข้าVTRที่8หนุ่มไปทำภารกิจ
    (มันจะไม่บอกกรูหน่อยหรือว่ารูปแบบรายการเป็นยังไง อะไรบ้าง
    กรูโหวตๆไปนี่แล้วต้องโดนคัดออกรายสัปดาห์ หรือยังไง
    เงินรางวัล คนชนะได้อะไร ไม่เห็นบอกเลย
    เอ๊ะ หรือว่า คนที่เอาคลิปขึ้นyoutubeเค้าตัดไปวะ!)
    เห็นพันทิปบอกว่า คุณบอยเคยให้สัมพาษณ์ว่า
    คนที่ชนะจะได้เงินที่ได้จากที่คนโหวตให้เค้าทั้งหมดไป ไม่รู้จริงรึเปล่า
     
    เสื้อผ้าหน้าผม....วันแถลงข่าว ยังดีซะกว่าวันจริง
    เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมบอยแบนด์นี่ ในเมืองไทยยังไงก็ต้องยกให้RSเค้า
    หรือเพราะ"ความพยามที่จะทำให้ไม่เหมือน" มันเลยออกมาเป็นแบบนี้
    เส้นกันระหว่างบอยแบนด์ และแว๊นซ์แมน มันก็เลยบางนี๊ดเดียว...
    รูปข้างล่างนี่มาจากวันแถลงข่าว..
     
    ไหนจะท่าเต้นอีก..ด้วยความจริงที่ว่า กล้องสามารถช่วยตัดไปตัดมา ให้ดูดีได้บ้าง
    แต่สำหรับเทปแรก เห็นได้ชัดว่า มุมกล้องและการตัดต่อก็ช่วยคุณไม่ได้
    เพราะคนตัดต่อก็ไม่ได้เรื่องเอาซะเล๊ยยยย...
     
    เรื่องท่าเต้นนี่จะว่าแต่คนเต้นก็ไม่ถูก..ท่าเต้นที่มันเต้นๆกันเนี่ย มันก็นะ..เฮ้อ..!
    บางทีมันก็ต้องโทษคนออกแบบท่าเต้นด้วยเหมือนกัน...
     
    เสียงร้อง ขนาดลิปซิ้งค์แล้ว บางคนก็ยังร่อแร่ๆ....
    (ตอนนี้ทีพอเข้าตาเรื่องเสียงร้องก็มีMAXจากThe Star4 , MATTและ GOLF)
    แต่เรื่องท่าเต้น กับเสียงร้องนี่..ต้องดูกันยาวๆ รายการนี้17สัปดาห์!!
    (พระเจ้าจอร์ช 4เดือนกว่าเลยทีเดียว) ต้องรอดูความพัฒนากันต่อไป
     
    ฉาก+เวที...เอิ่ม..ถ้ามาดึกๆนี่นึกว่ารายการราตรีสโมสร..ยิ่งมีหนุ่มกรรชัยเป็นพิธีกรด้วย 555
     
    ชอบคอมเม้นต์ในพันทิปอันนึงเขียนว่า...
    "เขาคิดว่าคำว่าบอยแบนด์มันขึ้นอยู่กัีบหนังหน้าอย่างเดียวใช่ไหมคะ?"
    ฮาาา....
     
    อันนี้ไม่เกี่ยวกับรายการ แต่อยากรู้ว่าทำไมธนาคารกรุงศรีฯกับเมืองไทยประกันชีวิต
    ชอบเป็นสปอนเซอร์รายการพวกนี้จังแฮะ คาดว่าถ้าไม่ผู้บริหารมีจิตวิญญาณแม่ยกเหมือนรัตนาวดี
    ก็คงเป็นสปอนเซอร์ที่ลากตามกันมากับคุณหนุ่มกิติกรเป็นแน่แท้..
     
    ถึงแม้MAXจะแลดูมีเดรดิตมาจากเวทีThe Starอยู่พอสมควร
    แต่..คนที่รัตนาวดีแอบนิยมมีอยู่2คน คือ
     
    GI3 ฮิโรมาสะ นาคาฮาร่า ลูกครึ่งญี่ปุ่น ไต้หวัน(แล้วมันมาทำไรไทย) อายุ24
    (ถ้าจองเบ ยังร้องเพลงอยู่ในK-OTICได้ การพูดไม่ชัดของHIROก็คงไม่ใช่อุปสรรคในการเป็นบอยแบนด์)
    อีกอย่าง หนุ่มคนนี้ ยังมีเครติดเป็น CLEO 50 Most Eligible Bachelors 2008 อีกซะด้วย~~
     

    อีกคนนึงคือ GI4 น้องM ณัฐวัฒน์ วัฒนาสุวรรณ นิเทศ จุฬา อินเตอร์ ปี1 อายุ18 คนนี้ยังไม่ได้สืบว่าทำไรมามั่ง
    ชอบเพราะมันกวนๆดี แล้วก็แลดูพยามดี ตอนที่ไปเล่นตลกให้ระเบียบรัตน์ดู 555

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รายการประเภทนี้จะไม่มีทางได้เงินจากรัตนาวดีแม้แต่บาทเดียว
    สรุปรวมๆแล้วรายการนี้ก็น่าจะไปได้เหมือนรายการอื่นๆประเภทนี้ที่ช่อง3ทำมา
    โกยเงินได้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะมีหนุ่มหล่อมาล่อใจ เก้งกวางบ่างชะนีทุกเพศทกวัย
    แต่จบแล้วไปทำไรต่อ??..หรือจริงๆแล้ว เค้าก็หวังให้สิ้นสุดกันที่เงินรางวัลเท่านั้น
    (ซึ่งตอนนี้คนดูก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร)

    ก็ได้แต่รอดูThe Trainerว่าหน้าตาจะออกมาเป็นยังไง..อิอิ อยากดูโซเฟียลา เลี้ยงเด็ก 555+