Jennie's profile゚+。゚* Miss Jennie+ : Sti...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
゚+。゚* Miss Jennie+ : Still Making some wishes *゚。+゚ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
You r visitor no.
Pls leave msg.
ตอนนี้โล๊ะของในตู้เสื้อผ้ามาขาย
ใครสนใจเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ ตามไปดูได้ที่นี่ค่ะ เรียนเพ้นท์เล็บช่วงตกงานเนื่องจากตอนนี้รัตนาวดีก็ว่างงานอยู่ ก็เลยไปลงเรียนเพ้นทืเล็บที่วัดธรรมมงคล สุขุมวิท101
ที่นี่ใกล้บ้าน และมีสอนเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ทำกับข้าว ทำขนม ของว่าง เครื่องดื่ม
แปรรูปอาหาร ทำผม ทำเล็บ แต่งหน้า ตัดเสื้อ ร้อยลูกปัด ดอกไม้ประดิษฐ์
ซ่อมคอม ซ่อมมือถือ นวดตัว นวดเท้า ผ้าบาติค ฯลฯ เกินกว่าจะจำได้หมด และที่สำคัญ ทุกอย่างฟรี!!
เฉพาะค่าเรียน แต่ค่าอุปกรณ์ต่างหาก แต่ราคาอุปกรณ์เค้าบางอย่างก็ไม่ได้โขกสับมาก
ถ้าเอาสะดวกก็ซื้อๆไป คิดซะว่า ช่วยค่าใช้จ่ายในการจ้างครูมาสอนพวกเรา
แต่ถ้าคิดว่าเค้าโก่งราคาไปหน่อย ก็ไปหาซื้อเอาที่อื่น แล้วค่อยเอามาเรียนก็ได้ ไม่ว่ากัน
สนใจรายละเอียด ติดต่อ
ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร วัดธรรมมงคล
ที่ตั้ง ซอยปุณณวิถี 20 สุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โทร. 0-2331-7573-4 ที่เลือกเรียนเพ้นท์เล็บที่เพราะชอบทำเล็บ เพ้นท์เล็บมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่เล็บจริงๆของตัวเองจะสั้นกุดนิดเดียว เลยถนัดทาสีแรงๆมากกว่า นานๆจะไปต่อเล็บ ทำเป็นลายอลังการบ้างเป็นครั้งคราว
อาทิตย์แรกที่เรียนก็โดดซะแล้ว เพราะยังไม่กลับจากเกาหลี
เค้าก็สอนวิธีเพ้นท์เบื้องต้น การผสมสี กราใช้พู่กัน แล้วก็สอนลายง่ายๆพวก ดอกไม้ ผลไม้ หัวใจ อะไรเทือกนั้น
มาดูผลงานสัปดาห์แรกกันเลยดีกว่า ง่อยมาก ทั้งการผสมสี และลายเส้น
![]() สัปดาห์ที่2 สอนการทาเล็บ2สี และเฟรนช์ปลายเล็บ เพิ่มลายยากขึ้นมาหน่อย และเป็นลาย2-3สี
ลายแมงปอ กระต่ายplayboy ต้นมะพร้าว เกล็ดหิมะ และปลาโลมา(ซึ่งหลังๆกลายเป็นปลาวาฬ)
ส่งการบ้านแล้วได้รับการคอมเม้นท์ว่า ใช้พู่กันได้ดี แต่ผสมสียังไม่เนียน
![]() สัปดาห์ที่3 สอนทำลายน้ำ และการตบสี
ทำลายน้ำไม่ประสบความสำเร็จอย่างแรง!!! เบี้ยวไปเบี้ยวมา ไม่เป็นรูปเป็นร่าง
กว่าจะได้แต่ละนิ้ว หมดยาทาเล็บไปเป็นขวด ดีนะไปซื้อแบบขวดละ10บาทมาเล่น ไม่งั๊นเปลืองแย่
อยากรู้ล่ะสิว่าทำยังไง...ฮี่ๆๆๆ ![]() และก็สอนเพ้นท์พื้นท้องฟ้า สีกลางวัน และสีกลางคืน (เล็บที่3,4จากขวา)
การตบไล่สี อันนี้ก็ถือว่าเราทำได้โอนะ555(เล็บที่1,3,5,6และขวาสุด)
![]() สัปดาห์สุดท้าย เรียนการต่อเล็บปลอมแบบPVC ทั้งแต่ง ทั้งตะไบ ติดกาว เลอะเทอะไปหมด
ติดแล้วก็แกะ แกะแล้วก็ติด เบี่ยวไปเบี้ยวมา แถมดันโง่แกะผิด ไปแกะเอาเล็บจริง เล่นเอาเล็บจริงเหลือบางนิดเดียว
ตอนนี้เล็บกลับมาพังยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เน่ามาตั้งนานจากที่ไปต่อเล็บมาครั้งก่อน
![]() มาดูผลงานต่อ+เพ้นท์เล็บของพลอยกันบ้าง....หุหุหุ
ทำได้มือเดียว เพราะเพ้นท์ด้วยมือซ้ายไม่ด้ายยยยยยจริงๆ....งามมิ
หลังจากเลิกเรียนเพ้นท์เล็บได้ไม่นาน ก็เริ่มมีเวลาว่างกันเล็กน้อย พอเอาแบบไปให้พลอย เย็นวันนั้นก็ไปซื้อไหมพรมกันเลย
November 26 24Nov.09 Pattaya~Louis Tussaud's Wax Worksในที่สุดก็ได้ไปมาซะที หลังจากอยากไปมาตั้งนานแล้ว
จริงๆปกติถ้าเรายังมีงานทำเหมือนชาวบ้าน เราก็คงไม่ได้มีความอยากไปขนาดนี้
แต่เพราะตอนนี้ว่างด้วยล่ะมั๊ง ก็อยากไปเที่ยว อยากไปทะเล
อยากไปหลายๆที่ในเมืองไทยที่ยังไม่เคยไป
เห็นแคมเปญ 7ดาว 8ตะวันอะไรนั่น ของททท. ก็อยากไป
เมืองไทยมีที่ให้เที่ยวอีกเย๊อะ ลำบากตรงที่ ไม่มีคนไปด้วยเนี่ยน่ะสิ
จำได้ว่าไปเพชรบุรีคราวที่แล้วเมื่อหลายปีก่อน ใบไม้สีแดงคล้ายใบเมเปิ้ลสวยมาก
อากาศก็ดี แค่ไปนั่งเฉยๆ สูดอากาศบริสุทธิก็คุ้มแล้ว พูดแล้วก็อยากไปอีก....
ก่อนอื่นเลย คำถามที่หลายๆคนจะถามเป็นคำถามแรกเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ก็คือ
"เหมือนมั๊ย?"
บอกได้เลยว่า
"ไม่เหมือนเลยยยยย"
แต่อาศัยแต่งตัว พร๊อพ ฉาก ช่วย แต่เราก็ไม่ได้เสียดายนะที่มันไม่เหมือน
เข้าไปสนุกสนานกับบรรยากาศ ถ่ายรูปขำๆ หาactivityทำกับเพื่อน หรือ ครอบครัว
ถ้ายังไม่เคยไป 300บาท ลองดูซักครั้งกับพิพิธภัณ1ใน5สาขาของโลก เราก็ว่าโอเคแล้ว
พัทยาทริปนี้ เริ่มจากนัดเจอกันที่บ้านอี๊ต๋อย ไปถึงพัทยาเสร็จสรรพประมาณ11โมง
ไปกินร้าน"ปูเป็น"กัน เนื่องจากไม่รู้ว่าจะไปกินร้านอะไร พอขับรถไปสุดหาด
มันเหลืออยู่ร้านเดียวก็เลยกิน เพราะหิวมากแล้ว ถือว่าอร่อยพอกินได้ ราคาก็แพงมาตรฐานพัทยา
หลังจากนั้นก็ไปที่ROYAL GARDEN PATTAYA
ค่าเข้าสำหรับคนไทย400บาท แต่มีโปรโมชั่นลด100บาท เลยเหลือคนละ300บาท
ตอนแรกนึกว่าจะเล็กๆ แต่พอเข้าไป เราใช้เวลา2ชม.ได้ ในการเดินกว่าจะครบทุกห้อง
ถ่ายรูปกับหุ่นทุกตัว แบบว่า สัมผัสแนบชิด
ถ้าหุ่นไหนที่เราไม่รู้จัก ก็จะมีmonitorให้ดูว่าเค้าคือใคร?
ก่อนเข้ามาข้างในจะมีTerminator กับ Mr&Mrs.Smithยืนรับแขกอยู่หน้าทางเข้า
พอเข้าประตูมาห้องแรก ก็จะเป็นห้องCELEBแบบดาวค้างฟ้า อะไรแบบนั้น
ก็จะมีทาทา กับ Will Smith ยืนรับแขกอยู่หน้าประตู
แล้วก็มีCELEBอีกมากมายในห้องโถงทางเข้านี่
ลูกเกด กับตัปปิ้งในตำนาน/เฮียเบ็คกับเจ๊วิคตอเรีย/แอน&เคน!! (เกือบดูไม่ออกแน่ะ!!)
คนอื่นๆในห้องนี้ก็มี โจวเหวินฟะ หลิวเต๋อหัว หลี่หมิง เลสลี่จาง เอ็ดดี้เมอฟี่....ประมาณนี้
ห้องอื่นๆถัดๆมาก็จะแบ่งเป็น แอ๊บท่านางเอกMVกับพี่เจอรี่ซักกกะหน่อย กรี๊ดด เขินนน >//< ขำมาก..เรน เนี่ยนะ มองไปมองมา หน้าตาดูดีกว่าตัวจริง 555ขอซบอกซะหน่อย ลวนลามหุ่น!!! 5555 ห้องแฮรี่ : แฮรี่&เฮอไมโอนี่ หมวกคัดสรร
ปกติเราก็เป็นคนกลัวอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เจออี๊ต๋อยเข้าไป เล่นเอาเราขำจนน้ำตาเล็ดเลย แต่ยอมรับว่าน่ากลัวจริงๆ เราก็กลัวไม่ได้แพ้อี๊ต๋อยซักเท่าไหร่หรอก
พอออกมาจากห้อง ก็จะมีรูปต่างๆของเราที่ตากล้องเค้าตามเข้าไปถ่าย ออกมาจากห้องหุ่นก็4โมงเย็นแล้วเราก็เดินออกมาจากRoyal Garden
เที่ยวแบบนี้ก็ราคาประมาณนี้ป่าววะ แถมเป็นหาดติดห้าง ก็อัพราคากันไป
ยังไงก็ขอขอบคุณมาม๊าที่พาลูกสาวไปสนองneed ดูอัลบั้มรูปเต็มๆ >>> CLICK November 21 Day4-Ginseng Center-Amethyst-Dongwha Duty Free-Chon Gae Choen-Myeongdong-Super-InchonDay4-Ginseng Center-Amethyst-Dongwha Duty Free-Chon Gae Choen-Myeongdong-Super-Inchon
Day3-Folk Museum-Gyeongbok-Seoul Tower-Tongdaemon-Insadong-Stay7 HotelDay3-Folk Museum-Gyeongbok-Seoul Tower-Tongdaemon-Insadong-Stay7 Hotel
Day2-Hanbok-Kimchi-Everland-Hwasong-Landmark HotelDay2-Hanbok-Kimchi-Everland-Hwasong-Landmark Hotel
Day1-Inchon-Nami-Soraksan-Sinneunsa-YongPyong Ski ResortDay1-Inchon-Nami-Soraksan-Sinneunsa-YongPyong Ski Resort
November 17 6-10Nov.09 @ Korea (My Dream City)เอิ่มม...ไปเที่ยวเกาหลีมา..กลับมาได้อาทิตย์นึงแล้ว
จะมาอัพตอนนี้เลยเริ่มเนือยๆนิดนิง..อย่างว่าเหล็กมันต้องตีตอนร้อน
อีกอย่าง..ถ่ายรูปมา1400กว่ารูป นั่งเลือก นั่งตัด นั่งแบ่งและไรท์แจกจ่าย
แล้วก็คัดรูปตัวเองออกมาได้เกือบ300รูป รีทัช+อัพขึ้นเว็บ โอวแม่เจ้า
มาดูเวลาอีกที นี่มันผ่านไปอาทิตย์นึงแล้วนี่หว่า 5555+
![]() ก่อนไปก็ได้ยินเค้าว่ากันว่า เกาหลีไม่มีอะไรเลย น่าเบื่อ ไปครั้งเดียวแล้วก็ไม่อยากไปอีก
หลังจากไปลองด้วยตัวเองกลับมาแล้ว ก็ต้องขอคอนเฟิร์มว่า "จริง"
โดยเฉพาะกับคุณผู้ชายทั้งหลายคงยิ่งเบื่อน่าดู เพราะคงไม่สนใจช้อปปิ้งเป็นแน่
แต่สำหรับรัตนาวดี ถ้าให้กลับไปอีก..รับรองว่าถ้ามีโอกาสรัตนาวดีต้องขอไปอีกครั้งแน่ๆ
เพราะว่าชอบหลายๆอย่าง ชอบอากาศ ชอบอาหาร ชอบบรรยากาศ และเชื่อว่ายังมีอีกหลายยยอย่างที่นั่นที่เรายังไม่ได้เห็น!!
แต่ขอฟันธงไว้อย่างนึงเลยว่าไม่มีผู้ชายหน้าตาดี K-POP ไรงี๊ อย่าได้คาดหวังว่าจะมาเดินตามท้องถนน!!
ส่วนใหญ่สาวๆทุกคนจะบอกว่าอยากกลับไปช้อปปิ้งเครื่องสำอางค์
แต่เราเฉยๆ เพราะทั้งETUDE, SKINFOOD, THE FACE SHOP etc.
ไม่ใช่เครื่องสำอางค์ที่เราใช้อยู่แล้ว....ของที่เห็นหิ้วๆมาเยอะๆเนี่ย ของฝากซื้อและซื้อฝากทั้งนั้น
ถ้าช้อปปิ้งนี่ รัตนาวดีprefer HKมากกว่านะ...หุหุ ของกิน ของใช้หลากหลาย
เครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าทั้งBrandName และไม่มีBrand
ถูกจริง ถึงแม้จะเป็นงานคุณภาพจีนก็เถอะ เรียกว่าละลายเงินรัตนาวดีได้มากกว่าเกาหลีมากมาย
และที่สำคัญที่สุดมีผู้ชายหน้าตาดีที่สัมผัสได้ตามท้องถนน และรถไฟใต้ดิน โดยไม่ต้องศัลยกรรม 5555
![]() สิ่งที่เราชอบที่สุดเลยในการไปเกาหลีครั้งนี้ ก็คือเกาะนามิ
ขนาดเราไปตอนที่ใบไม้ร่วงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีมุมอีกหลากหลายให้ชื่นชม
มองไปทางซ้ายจะเป็นทิวต้นไม้ที่ร่วงแล้วเหลือแต่กิ่ง แต่พอมองไปทางขวา ทิวต้นไม้ยังเป็นสีเหลืองๆแดงๆอยู่เลย
ยิ่งพอกลับมาดุรูปที่บ้านนะ หูยย...เหมือนภาพวาด แล้วเอาตัวเราเข้าไปแปะเอาไว้..!!
แล้วที่นั่นก็จะมีคู่รักเดินกันเป็นคู่ๆ โพสท่าถ่ายรูปกันแบบสวีทมากกกกก บรรยากาศก็โรแมนติกสุดๆ
เอาจริงๆนะ เราว่าโรแมนติกกว่าตอนเราไปเวนิสอีกอ่ะ!!!
เสียดายที่ได้เดินอยู่ไม่นาน เพราะไปกับทัวร์ แถมยังเสียเวลาที่airportอีกตั้งนาน
(เพราะมี2คนโดนตม.เด้ง ส่วนอีก2คนหลบหนีเข้าเมืองไปทำงาน แม่เจ้า!!)
เลยมีเวลาชื่นชมธรรมชาติอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่นาที ยังดูไม่หมดเลยอ่ะ!!
ท่าทางBLOGนี้จะยาวเฟรื้อยเลย แบ่งเป็นวันๆให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยแล้วกัน
เอาตารางทัวร์ไปดูก่อนว่าวันๆทำไรมั่ง
Day1
Inchon Airport-Nami Island-Soraksan-Sinneunsa Temple-YongPyong Ski Resort
Day2
Hanbok Dressing-Kimchi School-Everland-Hwasong-Landmark Hotel
Day3
Folk Museum-Gyeongbok Palace-Seoul Tower+Teddy Bear Museum-Dongdaemon-Insadong-Stay7 Hotel
Day4
Ginseng Center-Amethyst Factory-Dongwha Duty Free-ChonGaeChoen-Myeongdong-Super Market-Inchon Airport
ท่าทัวร์เบ็ดเสร็จ 22300 บาทเนท คนอื่นจะว่ายังไงไม่รู้ แต่สำหรับเราขอใช้คำว่า "สมราคา"
สิ่งที่เสียดายมีอยู่ไม่กี่อย่าง....ข้อ1-7นี่เรียงตามลำดับความ"เซ็ง"จากมากไปหาน้อย 555...
![]() 1 รัตนาวดีทนไม่ไหวกับLOW COST AIRLINEจริงๆ โดยเฉพาะเวลามีอีแอ้ดิ้นไปดิ้นมาเพราะนอนไม่หลับอยู่ข้าง 5555
ลืมนึกไปว่า สายการบินLOW COST คนนั่งก็ต้องLOWไปด้วย อย่าหาว่ากระแดะเลย
ขาไปยังเฉยๆเพราะเราโชคดี ได้นั่งแบบ3ที่ 2คน ดีนะที่ไปขอเค้าเปลี่ยนที่นั่งใหม่ถึงได้นั่งด้วยกัน
ไกด์คนที่มาจองที่ให้นี่ไม่ได้เรื่องเลย จองที่นั่งกระจัดกระจายมาก!!!มาด้วยกันทำไมไม่จองที่นั่งด้วยกันฟระ!!
ส่วนขากลับนี่ไม่มีโอกาสได้เลือกที่นั่งเอง ยังดีที่ได้นั่งด้วยกัน แต่ความซวยก็คือนั่งติดทางหนีไฟ ทำให้เอนเบาะไม่ได้!!!
อีกอย่างความรู้สึกมันยังกะนั่งรถทัวร์จีน เพราะกรุ๊ปที่มาด้วย ช้งเช้งกันตลอด อาซิ่ม อาอึ้ม หมวยเล็ก ตี๋น้อย ห่าไรเนี่ย
แล้วมากันเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ตะโกนข้ามกันไปมาไม่เกรงใจคนอื่น มีตุ๊ดปากจัดพูดมากอยู่คนนึงด้วย
ไอ้เราจะพูดไรได้ เดี๋ยวมันด่าให้กลับไปนั่งTG เอาวะ แค่4-5ชม. หลับๆไปเดี๋ยวก็ถึง
![]() 2 ตอนขาไป มีคนในกรุ๊ปโดนตม.เด้ง2คน และหลบหนีเข้าเมืองไปทำงานอีก2คน
ทำให้ต้องเสียเวลารออยู่ที่airportนานมาก เพราะไกด์ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้ามั่ง
ตารางของวันแรกเลยเป๋ไปหมด ได้เดินเล่นเกาะนามิแป๊บเดียว
แถมพอไปSoraksan กับวัดSinneunsaก็มืดหมดแล้ว มองไม่เห็นอะไรเลย!!!
แล้ววันที่2ไม่รู้มันรถติด หรือแพลนเวลาไม่ดี ทำให้เราไปถึงป้อมHwasongแบบมืด(อีกแล้ว!!)
(เหมือนได้ยินว่าเค้าตั้งใจจะให้เราไปดูแบบเวอร์ชั่นกลางคืน แบบมีไฟๆ ไรงี๊ รึเปล่าไม่รู้)
![]() 3 ฝนตกหนักก่อนเราไป2วัน หิมะตก อุณหภูมิ-2 ทำให้ใบไม้ร่วง เราเลยไปเห็นเป็นซากใบไม้ซะส่วนใหญ่...
จริงๆเราก็ไม่รู้หรอกว่า ถ้าไปตอนมันยังเป็นใบไม้5สีแบบ"ชะอุ่ม"อยู่ นี่มันจะหน้าตาเป็นยังไง
แต่พี่ไกด์เค้าบอกว่า ตอนที่เราไปคงไม่สวยเหมือนช่วง1-2อาทิตย์ก่อนหน้านั้น
ก็เลยแอบรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย เพราะไปดูใบไม้นี่เป็นสิ่งที่ตั้งตารอที่สุดในทริป
จะว่าไปที่เราเจอมันก็ไม่ได้แย่ซักเท่าไหร่ เพราะเราก็ชอบภาพที่ได้เห็น
แต่แค่รู้สึกว่านี่ขนาดตอนยังไม่สวยมาก เรายังชอบขนาดนี้
ถ้าได้เจอตอนที่สวยที่สุด แล้วจะไม่ยิ้งกรี๊ดไปกว่านี้เหรอ...
![]() 4 ฝนตกพรำๆเรื่อยๆตลอดทริป ทำให้อดไปเก็บผลไม้ที่สวนตามกำหนด
5 รถติดโคตร..และ2ข้างทางต่างจังหวัด ไม่มีอะไรให้ดูจนเรียกได้ว่าเรานอนตลอดทาง
พอเข้ามาในSeoulแล้วค่อยหน้าตื่นตาตื่นใจหน่อย โดยเฉพาะเวลารถขับผ่านมหาลัย...กรี๊วววว...
7 อากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงมาก วันแรกเย็นๆชื้นๆเพราะฝนตก
วันที่2ร้อนๆชื้นๆเพราะฝนตก วันสุดท้ายหนาวมากเพราะลมแรงและฝนยังstillตก
โชคดีเราไม่ป่วย ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะเวลาไปทำงาน ขนาดโดปวิตามินอย่างหนัก
แต่ไม่รู้ทำไมมันป่วยง่ายเหลือเกิน 55555+
อากาศขึ้นๆลงๆแบบนี้ อีแอ้บอกว่าเปลี่ยนชุดเหนื่อย เพราะเรา2คนนี่ขนพร๊อพมากันเพียบ
บางวันตอนเช้าอากาศโคตรหนาว ลมแรง ฟ้าครึ้ม เอาคอเต่ามาใส่ พอสายหน่อยจะร้อนตายเอา
ต้องพกชุด พกพร๊อพ ไปเปลี่ยนบนรถ เพื่อให้เข้ากับอากาศทีเจอเดี๋ยวนั้นกันเลยทีเดียว..
บ่นๆๆมาพอแระ..เดี๋ยวBLOGหน้าจะพาไปดูว่าแต่ละที่ที่ไปเที่ยวนี่เป็นยังไงมั่ง
ทริปนี้ได้ภาษาเกาหลี (แบบจำได้ในหัว) มา2คำ คือ
ชากียา - ที่รัก
คียอบตา - น่ารักจัง
ถามไกด์เอาไว้หลีปู้ชายเกาหลี อิอิ October 28 ขึ้นทะเบียนคนว่างงานเงินชดเชยกรณีว่างงาน....
เงินชดเชยกรณีตกงาน.........
เงินชดเชยกรณีลาออกจากงาน.....
เงินชดเชยผู้ถูกเลิกจ้าง..........
เงินชดเชยผู้ประกันสังคม.........
หรือ อื่นๆแล้วแต่คนจะเรียก...
รัตนาวดีไปขึ้นทะเบียนคนว่างงาน เพื่อรับสิทธินั้นมาแล้ว มาดูกันว่าต้องทำอะไรมั่ง
ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นผู้มีสิทธิรึเปล่า
นั่นคือ ต้องตกงานมาไม่น้อยกว่า7วัน และไม่เกิน30วัน (ถ้าเกิน30วันจะได้เงินชดเชยน้อยลงไปเรื่อยๆ)
และต้องจ่ายค่าประกันสังคมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า6เดือนในช่วง15เดือนที่ผ่านมาก่อนว่างงาน
เอกสารที่ต้องเตรียมไปมีแค่4อย่าง คือ
1 บัตรประชาชนตัวจริง
2 รูปถ่าย1ใบ
2 สำเนาบัตรประชาชน
3 สำเนาสมุดบัญชี ต้องเป็นธนาคารต่อไปนี้เท่านั้น :
-ธนาคารกรุงไทย
-ธนาคารกรุงศรีอยุธยา -ธนาคารกรุงเทพ -ธนาคารไทยพาณิชย์ -ธนาคารกสิกรไทย -ธนาคารทหารไทย -ธนาคารนครหลวงไทย -ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สำหรับสถานที่ที่เราต้องไปก็คือ สำนักจัดหางานกรุงเทพ
มี10สาขาให้เลือก ไปสาขาไหนก็ได้ที่สะดวก
พอไปถึง เค้าจะมีป้ายบอกขั้นตอนเอาไว้อย่างละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง
อย่างแรกเราก็เข้าไปติดต่อประชาสัมพันธ์ เค้าจะให้เอาสารมากรอก2ใบ
1แบบขึ้นทะเบียนหางาน 2แบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน
พอกรอกเสร็จก็เอากลับไปให้ประชาสัมพันธ์คนเดิม
เค้าจะให้ "แบบรายงานผลการหางานทำของผู้ประกันตนกรณีว่างงาน" มา
เป็นเอกสารที่เราต้องเก็บเอาไว้กรอก แล้วเอามาให้เค้าทุกครั้งที่มารายงานตัวประจำเดือน
![]() แล้วเค้าก็จะให้รอซักครู่ เพื่อเข้าฟังสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขในการขอรับสิทธินั้น
จะมีคนจากประกันสังคมพูดให้ฟังเป็นรอบๆ เราก็ต้องนั่งรอให้รอบก่อนหน้าเราเสร็จ
แต่ถ้าเข้าไปได้จังหวะพอดีก็ไม่ต้องรอนาน
เรื่องที่ต้องรู้หลักๆก็คือ
-ถ้าลาออกจากงานเอง จะได้30%ของเงินเดือน เป็นเวลา3เดือน แต่คำนวนจากฐานไม่เกิน15000
หมายความว่า เราจะได้เงินชดเชย เต็มที่ ที่4500บาทต่อเดือน (=13500)
-ถ้าโดนไล่ออก จะได้50%ของเงินเดือน เป็นเวลา6เดือน แต่คำนวนจากฐานไม่เกิน15000
หมายความว่า เราจะได้เงินชดเชย เต็มที่ ที่7500บาทต่อเดือน (=45000)
-ต้องมารายงานตัวเดือนละครั้ง เช่นเรามาขึ้นทะเบียนวันที่12 วันที่12ของทุกๆเดือนถัดไปก็ต้องมารายงานตัว
โดนเอาเอกสาร"แบบรายงานผลการหางานทำของผู้ประกันตนกรณีว่างงาน"มาด้วย
เพื่อแสดงให้เค้าเห็นว่าเรามีการพยายามหางานจริง หลังจากฟังจบ เค้าก็จะให้เราไปคุยกับเจ้าหน้าที่จัดหางาน
เหมือนแสดงความจำนงว่าเราเป็นคนที่ต้องการงานจริงๆนะ
เราก็ถามเค้าไปด้วยความอยากรู้ ว่าประวัติของเราจะไปอยู่ที่ไหน แล้วนายจ้างจะมีโอกาสติดต่อเรายังไง
เค้าก็ชี้ไปที่มุมห้องมุมนึง จะมีห้องเล็กๆอยู่ มีคนอยู่ในนั้น2-3คน
ผนังห้องทั้งแถบเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารทั้งเก่าและใหม่ปนๆกัน
แล้วก็บอกว่า...ถ้านายจ้างต้องการหาประวัติคนงาน เค้าจะเข้าไป"คัดลอก"ประวัติจากห้องนั้น
แม่เจ้า...สำนักจัดหางานจงเจริญ!!! ถ้ามีคนคาดหวังงานจากที่นี่จริงๆ มีหวังคงตกงานไปทั้งชาติ
สรุปใช้เวลาในการขึ้นทะเบียนคนตกงานทั้งหมดประมาณ1ชม.นิดๆ ถือว่าไม่นานเลย
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาไปรายงานตัวรอบแรก แล้วจะมาอัพเดทให้ฟัง
ว่าได้เงินครบมั๊ย ตรงเวลามั๊ย งี่เง่ารึเปล่า ฯลฯ
MODEชีวิตตอนนี้ : คนตกงานที่ไม่มีรายได้แต่มีความสุขที่สุดในรอบ2-3ปีที่ผ่านมา October 03 12Sep09 : P'Fon Wedding@Amari Watergateงานแต่งงานพี่ฝน...ตื่นเต้นมาก...แทบนอนไม่หลับเลย
หลายๆคนแซวมาตั้งนานแล้วว่า ทำยังกะจะแต่งเอง...5555 ตื่นเช้ามาเราก็แบกเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอางค์ไปที่Amari Watergateเลย
นัดกัน6โมงเช้า เพราะไปแต่งหน้าให้พลอยด้วย
ส่วนหน้าตัวเอง รองพื้นมาจากบ้าน อย่างอื่นแต่งต่อบนรถ
ฟ้าก็ยังไม่ค่อยจะสว่างดี ต้องหามุมสว่างเป็นระยะๆ
พอถึงโรงแรม แต่งเกือบเสร็จหมดแระ เหลือแค่กรีดตา
55 เก่งเหมือนกันนะเราเนี่ย..
งานเริ่มจริงๆก็ประมาณ8โมงได้มั๊ง รวมญาติครั้งใหญ่
พูดทั้งไทย จีน ฝรั่ง โคตรนานาชาติเลย เพิ่งรู้เหมือนกันนะว่าเรามีญาติเยอะขนาดนี้ แต่ก็เป็นญาติทางมาม๊าพี่ฝนซะส่วนใหญ่ เราก็ไม่ได้รู้จักทุกคนหรอก ![]() ![]() ถ่ายคู่กะน้องชายสุดที่รักซะหน่อย นานๆมันจะแต่ตัวเป็นผู้เป็นคนซะที
ใครจะรู้ว่ามันยากลำบาก และชั้นเหนื่อยยยขนาดไหนในการพามันไปหาซื้อเสื้อผ้าสำหรับงานนี้
ส่วนน้องพลอย วันนี้แต่งหน้าเหมือนกันจนมีคนทักว่า "คนแต่งหน้าให้น้องพลอยนี่ คนเดียวกับจ๋ารึเปล่า"
ไม่อยากจะบอกว่า "ใช่ค่ะ ก็ดิชั้นเนี่ยแหละ เป็นคนแต่ง"555
หลังจากงานหมั้นตอนเช้าเราก็ไปกินบุฟเฟ่ติมซำกันในโรงแรมน่ะแหละ
ที่นี่เคยมากินกับครอบครัวหลินและน้องพลอยเมื่อนานมาแล้ว
อย่างอื่นก็อร่อยดีตามอัตภาพ แต่ที่ประทับใจสุดๆก็คือน้องฮะเก๋าดับเบิ้ลกุ้ง
ติดใจตั้งแต่ตอนมาลองกิน เพราะฮะเก๋าชิ้นเดียวมีกุ้งยักษ์อยู่ข้างในถึง2ตัว
กรุบกรอบเด้งดึ๋งมากๆเลย...พูดแล้วอยากกินอีก...อิอิ
(ส่วนรูปข้างๆเป็นปลาในตู้หน้าร้านอาหาร ตัวใหญ่ พุงขาวจั๊ว น่ากินมั่กๆ)
พอเสร็จสรรพงานหมั้นราวๆบ่าย2 เราก็ไปนั่งเล่นนอนเล่นที่ห้องพี่ฝน
อาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้าให้ตัวเอง แต่งหน้าให้พลอย ฯลฯ เผลอแป๊บเดียวก็5โมงแล้ว ตั้งใจว่าจะลงไปแสตนบายตอน5โมง
ที่ไหนได้ 5โมงกว่าแล้วยังไม่เสร็จกันดีเลย วุ่นวายนิดหน่อยแต่ก็สนุกดี 555
ในงานเราก็มีหน้าที่หลักคือพาแขกไปนั่งที่โต๊ะ...
แขกเยอะทีเดียว ทั้งรู้จัก และไม่รู้จัก(เป็นส่วนใหญ่)
แอบคิดว่า ถ้าเป็นงานแต่งเรา คงมีคนมาไม่ถึงครึ่งแน่ๆ5555
แล้วนาทีสำคัญก็มาถึง ตอนนี้เริ่มช่วงพิธีการ
เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ไปยืนอยู่หลังประตูข้างนอก ส่วนเราก็ยืนอยู่ฝั่งในห้อง
ตื่นเต้นแทนเลยอ่ะ แบบว่าขนาดเรายังตื่นเต้นขนาดนี้
นึกไม่ออกเลยว่าตอนพี่ฝนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของประตู รอจะเดินเข้ามาจะตื่นเต้นขนาดไหน
พอประตูเปิด ห้องทั้งห้องก็มืด มีไฟfollowตามคู่บ่าว-สาวเข้ามา
ตอนนั้นเราแบบซึ้งมากเลยอ่ะ..ส่วนน้องพลอยนี่ร้องไห้จนขนตาหลุดไปแล้ววว....
หลังจากพิธีการต่างๆบนเวที ก็เหลือแต่ขั้นตอนกิน กิน และกิน
ตอนแรกไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ แต่พอได้นั่งกินแล้ว ก็กินสู้ตายเลย
โต๊ะเราเป็นโต๊ะสำหรับสาวๆ(เพื่อนพลอยกะพี่ต่อ)ที่มาช่วยนั่งโต๊ะเซ็นชื่อกับรับซองให้
เรื่องกินไม่เป็นรองใครกันซักคน อาหารโต๊ะนี้ ถึงเริ่มช้า แต่ก็หมดเร็วไม่แพ้คนอื่นเลยทีเดียว 5555
![]() ถ่ายรูปกะครอบครัวนิดนึง เดี๋ยวเค้าจะหาว่ามากันไม่ครบ เหอะๆๆ
แอบชอบสีชุดตัวเองจริงๆเลย ตอนแรกกะว่าจะใส่ชุดสีชมพูตัวเก่า
แต่แอบบอกความจริงว่า พอเห็นprofileของตากล้องที่พี่ฝนจ้างมา
เราก็เลยตัดสินใจตัดชุดใหม่ดีกว่า อิอิ แบบว่า เท่าที่เห็นคือเค้าถ่ายรูปสวยมาก
ถึงแม้เราจะมีรูปติดอยู่ในนั้นไม่กี่รูป แต่ก็ขอนิดนึงละกัน เพื่อความสุขใจ5555
รูปที่เค้าถ่ายงานพี่ฝนนี่ จะได้อีก1เดือนหลังจากวันงาน
เพราะเค้าต้องรีทัช ฯลฯ อีกมากมายก่อนจะส่งรูปมาให้
(เอ..เราก็นึกว่าไอ้พวกตากล้องมีอาชีพพวกนี้จะแอนตี้การใช้photoshopซะอีก555)
เดี๋ยวถ้าได้รูปมาแล้วจะเอามาอัพให้ดู (ต้องผ่านชั้นรีทัชอีกทีก่อน55555)
รูปข้างล่างนี่เป็นมุมGALLERY คือเอารูปคู่บ่าวสาวใส่กรอบใหญ่ๆมาวาง
แล้วก็มีอัลบั้มรูปเล็กๆวางให้แขกดู จัดเป็นสีขาว และแดงอมชมพู
(เป็นความต้องการของทุกคนที่จะไม่ห้อยรูปไว้บนกำแพงเหมือนสอยดาว
หรือห้อยไว้ใต้ต้นไม้เหมือนทอดกฐิน!!!)
![]() แอบขัดใจนิดนึงตรงที่สตูดิโอที่ไปถ่ายรูปpre-wedding
รูปออกมาไม่ค่อยถูกใจเราเท่าไหร่ แถมบางรูปรีทัชไม่เนียนเอาซะเลย
แต่เอาเถอะ เราจะไปขัดใจทำไมเนี๊ยะ ของแบบนี้บางทีมันก็เหมือนซื้อหวย อิอิ
หลังเลิกงาน พี่ๆเค้าสั่งเปิดโต๊ะจีนอีกโต๊ะให้กับน้องๆที่มาช่วยงาน
ไม่น่าเชื่อว่ายังกินกันได้อีก แต่ว่าเราขอตัวกลับก่อน เพราะว่าต้องกลับพร้อมมาม๊า
พอขึ้นไปเก็นของบนห้อง ทางโรงแรมเค้าก็จัดเตียงเอาไว้แบบนี้
ตื่นเต้น(อีกแล้ว) เพราะเคยเห็นแต่ในทีวีหรือMagazine
เลยแอบถ่ายรูปเก็บมา...กริ๊บกรี๊ววววว...
พอขึ้นรถกลับบ้าน เพิ่งรู้สึกว่าเมื่อยยยยย...จัง
แอบยืนนานเหมือนกันนะเนี่ย แถมเมื่อเช้าตื่นตั้งแต่ตี4กว่า
กลับมาก็หลับเป็นตาย..แอบรู้สึกใจหายนิดหน่อยที่เวลาต่างๆมันผ่านไปไวเหมือนโกหก
เหมือนเพิ่งเมื่อกี๊เองที่ไปนั่งกินข้าวร้านต่างๆ แล้วก็ฟังเพลงกับพี่ฝน พี่ต่อ พี่เต้ และน้องพลอย
อะไรกันเนี่ย..จบซะแล้วเหรอ..เหมือนอะไรมันขาดๆไป
ถึงแม้งานแต่งจะสิ้นสุดลง แต่มันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตคู่อีกคู่นึง
ขอให้พี่เต้กับพี่ฝนรักกันมากๆ แล้วก็มีหลานไวๆนะคะ
ขอบคุณที่ให้จ๋าได้เป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ถึงแม้จะเป็นแค่ส่วนเล็กๆก็ตาม
จ๋ามีความสุขมากๆเลยค่ะ
24Aug09-MY BDวันเกิดปีนี้ เป็นวันที่นิ่งๆผิดปกติ
เรายื่นใบลาออกวันที่20 ก่อนหน้าวันเกิด4วัน
ไม่รู้คิดอะไรอยู่ แต่วินาทีที่ลาออก แล้วเค้าบอกให้เรากลับไปคิดให้ดีๆก่อน
แต่เรากลับตอบเค้าไปเลยทันทีว่า ไม่ต้องคิดหรอก
เพราะคิดมานานมากแล้วก่อนที่จะออก..
ถ้าไม่คิดมาอย่างดี ก็คงไม่กล้าขอใบลาออกหรอก
หลังจากอธิบายเหตุผลไป เค้าก็เซ็นใบออกให้เราอย่างง่ายดาย
เราก็คิดว่าเค้าอาจจะไม่ต้องการเราแล้วก็ได้
หรือไม่ก็คิดอีกมุมว่า เค้าคงจะชินกับการที่เซลล์ลาออกกันแล้ว
เพราะเซลล์ที่นี่เปลี่ยนหน้ากันไปแทบไม่เว้นเดือน
ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็คงไม่สำคัญ.. ออกก็คือออก...
ปีนี้พอถึงวันเกิดเรา เราก็กะว่าอาจจะมีเซอไพรซ์ตอนช่วงบ่ายๆเหมือนทุกที
แต่ก็อาจจะไม่มีก็ได้ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุกคนยุ่งมากกก
แล้วก็ไม่มีใครพูดHBDเราเลย ปกติก็จะมีนัดกันไปกินตอนเย็น
แต่ทุกคนก็ดูยุ่งๆกันไปหมด สงสัยคงไม่สนใจเราแล้วล่ะมั๊ง
อีกอย่างเราก็กำลังจะออกอยู่แล้วด้วย เค้าจะมาเสียตังซื้อเค้กให้ทำไม
![]() แต่อยู่ดีๆชิสุกับพี่กุ้ง ดันยกเค้กขึ้นมาเซอไพรซ์ตั้งแต่10โมงเช้า
ขอบอกว่าอันนี้เซอร์ไพรซ์จริง เพราะว่ามาแต่เช้า ไม่ทันตั้งตัวเลย
เรากอดกะชิสุจนน้ำตาไหลเลย รู้สึกว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะที่จะได้BDกัน"ที่นี่"
รู้สึกเหมือนจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว จะไม่ได้นั่งทำงานข้างๆกัน
ไม่ได้เม้าท์กันตอนพักเที่ยง ไม่ได้ไปหาอะไรกินกันตอนเลิกงาน...
กอดพี่กุ้งด้วยเหมือนกันนะ แต่ไม่กล้ากอดมาก ไม่ค่อยชินกะการกอดพี่กุ้งเท่าไหร่ 555
พี่กุ้งเค้ายังเขินๆอยู่ แต่กับชิสุกอดกันทุกวันอยู่แล้ว...
แล้วก็มีกี้กับพี่เล็กมาBDด้วย
มีแต่คนในแผนกเราก็พอละ..แต่ก่อนตอนเราเป็นคนเตี๊ยมวันเกิดให้คนอื่น
เราก็จะเรียกแผนกโน้นแผนกนี้มาให้เยอะไปหมด
แต่พอมาถึงวันเกิดตัวเองจริงๆ เราก็รู้เลยว่า แค่คนไม่กี่คน
แต่เป็นคนที่เรารักและอยากอยู่ด้วยก็มีความสุขพอแล้ว...
หลังจากผ่านวันเกิดมาไม่นาน เราก็นัดกับณัษฐามากินข้าวกัน
กินข้าวกันง่ายๆมื้อนึง คุยอัพเดทชีวิตที่ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี
แล้วก็ตบท้ายด้วยไอติมอีกเล็กน้อย มีเรื่องให้คุยกันไม่จบไม่สิ้น
ยังไงก็ขอบคุณที่เลี้ยงนะจ๊ะเพื่อน...ไว้เจอกันเร็วๆนี้ จุ๊บๆ
อีกหลายวันถัดมา..เป็นประจำทุกๆปี เพื่อนมาม๊าเค้าจะจัดงานเลี้ยงของคนที่เกิดเดือนสิงหาทั้งหมด
แล้วก็เอามากินเลี้ยงรวมๆกันในวันเดียว เป็นการนัดพบปะกันตามประสาเพื่อนฝูงไปในตัว
เราก็ได้เจอแนน กับ จ๋า (อีกคน) ที่ไม่ได้เจอกันนานมากกก..
ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็มีกิจกรรมต่างๆของตัวเอง ก็อัพเดทชีวิตชิทแชทกันไป นานๆเจอกันที
จ๋าเค้ามีพี่ที่รู้จักเปิดร้านเสื้ออยู่ที่แพลตตินั่มด้วย...เดี๋ยวนี้ใครๆจะรวยนี่ต้องเปิดร้านที่แพลตตินั่มกันทั้งนั้นเลยแฮะ
ค่าเช่าที่ตั้ง2แสน แม่เจ้า..ต้องรายได้มากทีเดียวเลยนะเนี่ย ถึงยอมจ่ายค่าเช่าที่แพงขนาดนั้น..
![]() ![]() August 19 พักเรื่องงานมาจัดงานแต่ง^^จริงๆนี่ก็ดึกมากแล้ว รัตนาวดีควรจะไปนอนซะที..
แต่มีความรู้สึกดีๆที่อยากจะพิมเก็บเอาไว้ ก่อนที่มันจะจางหายไป
ก็เลยขออดนอนมาอัพเสปซซักกะหน่อย..
อย่างที่หลายๆคนรู้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วเป็นช่วงมรสุมเข้ามากมาย
ไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นี้ก็ไม่ได้เรื่อง ไม่มีอะไรดีซักอย่าง
เครียดมากจนปวดท้อง เป็นครั้งที่3ที่ร้องไห้ที่ออฟฟิส
บางทีก็กลับมานั่งร้องไห้ต่อที่บ้านอยู่หน้าคอมคนเดียว
ไม่เข้าใจ ทำไมทำงานอย่างมีความสุขไปวันๆเหมือนคนอื่นเค้าไม่ได้เหรอไง
บางทีขี้เกียจรับโทรศัพท์ เพื่อนๆต้องmมาให้กำลังใจเรากันเป็นวรรคเป็นเวร
ขนาดว่า เอาไปพิมพ์เป็นหนังสือธรรมะแจกได้เลย...
อยากเปลี่ยนงานใหม่..มันทนไม่ไหว กับหลายๆอย่าง
โชคยังดี มีวันนึงเรากำลังนั่งร้องไห้กับตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว
ไม่อยากโทรหาใคร รู้สึกมันเป็นเรื่องเดิมๆ คนอื่นเค้าคงเบื่อ
เราแค่ต้องการเวลาในการจัดการกับความรู้สึกบางอย่างเท่านั้น
ระหว่างที่กำลังสับสนอยู่กับตัวเอง
ก็มีใครคนนึงโทรเข้ามา....
เป็นลูกพี่ลูกน้องคนนึงที่นานน๊านนนครั้งจะได้คุยกันซักที
จะว่าไม่สนิทก็ไม่ใช่ เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างก็มีภารกิจของตัวเอง
พอมีโอกาสพิเศษก็จะได้เจอกันที..
วันนั้นเค้าโทรมาถามว่า มีพี่ที่ออฟฟิสเค้า อยากซื้อจิลเวอรี่ให้แม่เค้าวันแม่
ถ้ามาติดต่อซื้อผ่านเราจะได้มั๊ย
เราก็แบบ..ตอนนั้นน้ำหูน้ำตายังไหลอยู่เลย..
แต่วินาทีที่ได้คุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่ทำงาน
มันก็เหมือนกับทำให้เรารู้ว่าเรายังมีคนอื่นอยู่อีก
โดยเฉพาะคนในครอบครัว พี่ น้อง เหมือนกับเป็นอีกโลกนึงที่เรามองข้าม
เพราะเรามองแต่เรื่องงานๆอย่างเดียวมาตลอด
วันนั้นวางสายไปด้วยบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค
แต่ความรู้สึกมันกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
คนที่โทรมา เค้าไม่รู้หรอกว่าทำให้เรารู้สึกดีขึ้นขนาดไหน
อีกไม่กี่วันถัดมา..พอดีลูกพี่ลูกน้องเราอีกคนจะแต่งงาน
เราก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเค้าเล็กๆน้อยๆ
ได้ไปดูเค้าลองชุดแต่งงาน..
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้เดินสายไปกินข้าวตามร้านต่างๆ
เพราะต้องการจะไปดูวงที่เล่นดนตรีให้ในงานแต่ง
เวลาไปแต่ละครั้ง ก็ได้นั่งคุยกันเรื่องโน่นเรื่องนี่
สัพเพเหระ แลกเปลี่ยนความคิด ทัศนคติกัน
เหมือนทำให้เรารู้จักเค้ามากขึ้น และเค้าก็คงรู้จักเรามากขึ้นเหมือนกัน
มันก็เป็นอารมณ์แบบ....ครอบครัว....
ไม่รู้สิ..นานมากแล้ว เราอยากมีพี่น้องพี่พูดคุยกันได้
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้คุยกันเรื่องลึกซึ้งอะไรมากมาย
แต่เหมือนกับให้เราได้รู้สึกถึงบรรยากาศอีกรูปแบบนึง
มันมีอะไรที่มันนอกเหนือจากเรื่องงาน
อบอุ่น จริงใจ และไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ตอนที่เราได้ตามเค้าไปคุยกับคนจัดงานแต่งที่โรงแรม
วันนั้นเราก็ลางานไปเลย แบบว่า ไม่อยากไปทำงานแล้ว
ขอพักไปทำอย่างอื่นบ้าง ก่อนที่สมองมันจะไม่ไหวไปกว่านี้
แล้ววันนั้นเราก็รู้สึกสนุกมาก..มีความสุขมาก
ถึงแม้จะช่วยอะไรเค้าไม่ได้มาก..แต่ก็อยากเสนอโน่นเสนอนี่
ช่วยๆกันคิดหลายๆคน เผื่อพลาด หรือหลุดเรื่องไหน จะได้ช่วยกันเตือน
ม๊าบอกว่าเราทำตัวinvolveกะเค้ามากเกินไปรึเปล่า ทำยังกะงานตัวเอง
เราก็แอบฉุกคิด บางทีเจ้าของงานเค้าจะคิดว่าเราทำเรื่องยุ่งยากเกินไปรึเปล่าวะ
แต่เรารู้ว่ามันเป็นงานสำคัญ ถ้าเป็นงานเรา เราก็อยากทำให้มันออกมาดีที่สุด
แล้วเวลามันก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราก็อยากจะลงdetailให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เอาเป็นว่า เราคิดซะว่าเราทำเต็มที่ละกัน คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่างเค้า
พอมาทำเรื่องงานแต่งซักพัก รู้สึกเลยอยากว่าทำEVENT
(แต่รู้ว่างานมันจับกัง,เหนื่อยมากและเงินน้อย ถ้าไม่ใช่เจ้าของบริษัท)
รู้สึกว่าถนัดงานจัดการ จัดแจงดูแลระบบระเบียบ
event organizer คืออะไรที่เราอยากทำตั้งแต่เรียนจบแล้ว
(เฮ้อ.....กลับมาพูดเรื่องงานอีกทำไมเนี่ย!!)
วันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้านายเรียกคุย
ไม่รู้ว่าเพราะเมื่อวันเสาร์ เรากับชิสุลางานพร้อมกันรึเปล่า
เค้าเลยคิดว่าเรามีปัญหาอะไรมั๊ง
เค้านั่งคุยกับเราคนเดียวตั้งหลายชม.
สรุปแล้ว..ความรู้สึกเราก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เราไม่ได้ต้องการให้ใครในบริษัทมาเปลี่ยนแปลงเพราะเรา
ให้เค้าอยู่ของเค้าอย่างนั้นน่ะดีแล้ว
ยิ่งฟังยิ่งรู้สึก ว่าทัศนคติของ"องค์กร"มันไม่เหมือนเรา
ถ้าวันไหนที่เราทนไม่ได้จริงๆ เราจะเป็นคนไปเอง
เหมือนกับแอ้ มน เคท พี่เกด และอีกหลายๆคนที่ถอนตัวออกไป
เพราะเห็นแล้วว่ามันดักดานเหลือเกินที่จะโตไปกับที่นี่...
หรือในทางตรงข้าม ถ้าวันนึงเค้าทนเราไม่ได้
เราก็ยินดีที่จะให้เค้าถีบออกจากบริษัทโดยไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย
(ขอให้จ่ายเงินให้ครบตามที่เราควรจะได้แล้วกัน)
จบเรื่องงาน....
..................
................
สรุปแล้ว..
ครั้งนึงเราเคยโกรธคนๆนึงมาก ที่ว่าเราเป็นคนที่โตมาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่น
ทำให้พื้นฐานทางจิตใจเราอ่อนแอ...จนถึงตอนนี้ เรายังไม่เคยพูดกับคนๆนั้นอีกเลย
ถึงแม้ที่จริงแล้ว เราอาจจะแอบรู้อยู่ลึกๆว่าสิ่งที่เค้าพูดมันเป็นความจริง
เพียงแต่เป็นความจริงที่เราพยามจะปฏิเสธมันอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง
ต่อให้โลกนี้มีเราอยู่คนเดียว เราก็ต้องอยู่ได้ คิดแบบนี้มาตลอด
แต่พอมาตอนนี้ เราได้มีactivityกับครอบครัวขึ้นมาบ้าง
มันทำให้เรา "ติด" เลย....พอว่างๆก็จะโทรหาพลอยละ..เป็นไง วันนี้ขายดีมั๊ย
ไปซื้อของได้อะไรมาบ้าง ปิดร้านรึยัง ฯลฯ..
พักเที่ยง หรือเลิกงานก็โทรหาพี่ฝน ว่ามีอะไรคืบหน้ามั๊ย วันนี้งานเยอะมั๊ย
ถึงบ้านรึยัง รถติดมั๊ย กลับบ้านได้แล้ว จะ4ทุ่มแล้วนะ บลา บลา บลา....
แค่นี้ก็พอทำให้ชีวิตที่เคยมีแต่เรื่องงานมันแฮ๊ปปี้ขึ้นมาได้บ้างแล้ว
นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน
เมื่อไหร่ที่แจ็คมันจะโตพอที่จะพูดคุยเรื่องต่างๆได้แบบคนปกติซะที
บางทีก็รู้สึกรำคาญที่มันไม่มีการพัฒนา ทั้งๆที่อายุก็20แล้ว
แต่บางทีก็รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรมันได้
ถ้าเป็นเหมือนพี่น้องคนอื่นเค้าบ้างก็ดีน่ะสิ
ถ้ามันไปเรียน หรือไปทำงานแบบคนปกติ
เราก็คงจะเป็นแบบ..ไปเรียนพร้อมกันมั๊ย กลับบ้านพร้อมกันมั๊ย
อยู่ตรงไหนแล้ว จ๋านั่งแท๊กซี่กลับบ้าน ให้แวะรับที่ไหนมั๊ย
กินข้าวเย็นรึยัง ไปเดินซุปเปอร์ซื้อของเข้าบ้านกันมั๊ย
อะไรแบบนั้นมันเป็นสิ่งที่เกินความคาดหวังเกินไปรึเปล่า??
อย่างไรก็ตาม ขอบคุณพระเจ้า ที่ทำให้เราทุกคนได้เกิดมาเป็นพี่น้องกัน
ถึงแม้พวกเค้าจะไม่รู้ตัว แต่พวกเค้าได้ทำให้จ๋ามีความรู้สึกๆดี
และทำให้สามารถผ่านช่วงร้ายๆจากการทำงานมาได้
เหมือนเป็นแบตเตอรี่สำรอง ที่ช่วยเติมพลัง
ให้เราพร้อมที่จะไปเผชิญเรื่องราวใหม่ๆทีกำลังจะเข้ามา
รักนะทุกคน จุ๊บๆ August 03 กรกฎา..งานเข้า!!เดี๋ยวนี้อัพเดทบล็อกกันเป็นเดือนๆเลยทีเดียว เนื่องจากเดือนกค.นี้งานเข้าสุดๆ
ลูกค้าที่ถืออยู่ในมือก็โผล่มาเมืองไทยกันหมด ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนา อาทิตย์นึงต้องเทียวไปสนามบินรับลูกค้าหลายๆรอบ ไอ้เราก็กลัวติดหวัด
ใส่หน้ากากก็ไม่ได้ เดี๋ยวลูกค้าตกใจ 555 เอาไงดีวะ!
ตอนนี้รู้สึกว่าเสปซไม่ค่อยเป็นส่วนตัวอย่างแรง
เนื่องจากเพื่อนๆที่ทำงานที่แอดเข้าMSNก็สามารถเข้ามาดูได้หมด
(ถึงแม้บางคนจะยังไม่รู้วิธีก็ตาม)
แต่จริงๆก็ไม่ได้แคร์เท่าไหร่ ทุกอย่างที่พิมพ์คือความจริง
(ถึงแม้จะเป็นจากมุมมองของเราคนเดียวก็เหอะ)
งานเยอะเกินไป แต่ในสถานการณ์ที่ต้องทำยอด ใครจะกล้ายกลูกค้าตัวเองให้คนอื่นง่ายๆ
ตั้งแต่ช่วงกลางๆเดือนมา กลับบ้านดึกทุกวัน
หยุดวันอาทิตย์วันเดียวยังแบกharddiskของออฟฟิสกลับมาทำบ้าน
ทำไงได้ พี่managerเค้าถามแล้วว่าเราไหวมั๊ย ไม่งั๊นเค้าจะยกaccountเราให้คนอื่นทำ
เราก็ต้องไหวสิ ทำงานดึกยังไง วันหยุดต้องทำงานก็ต้องสู้ตายวะ
งานมันไม่ได้เข้ามาเยอะๆบ่อยๆขนนาดนี้
เดือนนี้ทั้งเดือนแทบไม่ได้โทรศัพท์คุยกับใครเลยนอกจากเรื่องงาน
ปัญหาหลักๆมันไม่ได้อยู่ที่ลูกค้า
แต่อยู่ที่เพื่อนร่วมงานที่ต้องโคงานด้วยตะหาก
ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
บางทีก็รู้สึกเหมือนกันนะ ทำไมเราต้องยอมให้โขกสับขนาดนี้
ทำไมคนเรา คนเหมือนกัน พูดกันดีๆ ด้วยเหตุผลไม่ได้ (วะ!)
เครียดจนน้ำตาไหล..ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้โกรธ แต่ เจ็บใจ
ทำไมต้องมารองรับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของคนอื่นด้วย
งานก็ส่วนงาน..ทำไมแยกแยะไม่ได้
ต่างฝ่ายต่างก็งานก็เยอะอยู่แล้ว ต้องเจอเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกวันละหลายๆรอบ
"เครียดแทบอ้วก" รู้สึกอย่างงี๊จริงๆ
อยากลาออก ไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว
ถึงแม้ตลอดเวลา ไม่เคยอยากจะทำงานที่นี่
แต่ก็ไม่เคยรู้สึกรุนแรงขนาดนี้มาก่อน!!
อยากจะกรี๊ดดด..กรี๊ดดด...กรี๊ดดดดด....!!!!
ตอนนี้ลูกค้าเรา90%เป็นอินเดีย...วุ่นวายมากกก
คนอื่นขายของโน่นนี่แป๊บๆได้2-3หมื่นเหรียญ
เราขายเป็นร้อยๆชิ้น ลูกค้าอินเดีย ได้มาแค่หมื่นกว่าเหรียญ
การลงแรงมันต่างกับลูกค้าชาติอื่นๆเยอะแลยหว่ะ..เฮ้อ
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ถือว่าเป็นดวง ไม่มีใครเลือกลูกค้าได้
แต่ในที่สุด ช่วงงานโหลดก็ผ่านไป ตอนนี้มรสุมมันเริ่มผ่านไปบ้างแล้ว
ข้อคิดอย่างนึงที่เราได้แน่ๆเลยก็คือ "อย่าหนีปัญหา"
เวลาเจอปัญหา เราเป็นคนที่ชอบไม่ยอมรับความจริง
บางเรื่องเรารู้อยู่แก่ใจ แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปก่อน คงไม่มีอะไร
พอลูกค้าตามจิกมา ถึงค่อยมาตามแก้
ซึ่งไม่ดีอย่างแรง!!
ทุกปัญหามันจะวิ่งตามกลับมาให้เราแก้แทบไม่ไหว
ยังไงเราก็ต้องเผชิญหน้ากันอยู่ดี สู้เคลียร์ๆกันไปตั้งแต่ต้นดีกว่า
เหนื่อยนะ..เหนื่อยมาก...อยากทำอย่างอื่น
อยากทำอะไรให้ตัวเอง...เหนื่อยสายตัวแทบขาดขนาดนี้เพื่ออะไร?
เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้น ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาเกือบ2ปี มีอะไรดีขึ้นบ้าง
เมื่อเช้าตอนนาฬิกาปลุก เราก็กดทิ้ง
นอนรอให้มันมีกำลังใจจะลุกขึ้นมาทำงาน
หลับตาคิดโน่นคิดนี่..แล้วมันก็น้ำตาไหล
มันจะไม่ไหวอยู่แล้ว มันไม่อยากลุกขึ้นมาทำงาน
ไม่อยากตื่นมาเจอคนในออฟฟิส
เหนื่อยกายมันไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยใจมันแย่!
ตอนนี้สมุดโน้ตที่เราพกติดตัว ไว้จดนู่นจดนี่
มีรายละเอียดทุอย่างในชีวิต ใครติดหนี้เรา เราติดหนี้ใคร
พวกpasswordต่างๆในเว็บ รายชื่อบริษัทต่างๆที่เราสมัครงานไว้
สลิปเงินเดือนตั้งแต่ทำงานที่นี่มา อยู่นั้นหมดเลย
ไม่น่าเชื่อว่ามันจะหายไปได้ยังไง สมุดสำคัญขนาดนี้
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เดี๋ยวก็หาเจอ
แต่นี่ก็ผ่านไปเกือยอาทิตย์แล้วนะ เซ็งหว่ะ
ได้ระบายแล้วก็ค่อยสบายใจหน่อย
กะจะมาพิมพ์ในนี้หลายครั้ง แต่ก็ยั้งใจไว้ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง
แต่ด้วยความที่เราก็ไม่อยากระบายความเครียดไปลงที่คนอื่นอื่น
ทั้งพี่กุ้ง ชิสุ แอ้ ทุกคนก็มีเรื่องเครียดของตัวเองอยู่แล้ว
คนที่บ้านก็พอกัน relationship มันก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว
ใครๆก็รู้กันอยู่..ตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าจะต่อยังไง
ตัวใครตัวมันเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว ยังไงๆ ก็มองกันคนละมุม
บางทีเราอาจไม่ต้องการคนช่วยมาแก้ไขปัญหา แต่แค่ต้องการคนมารับฟังเรื่องราว
แล้วก็เห็นด้วยกับเราบ้าง ช่วยสนับสนุนเราบ้าง
ทำให้เรารู้สึกว่าความคิดของเรามันถูกบ้างก็พอแล้ว.. June 28 17-22 June 09 : HK Jewellery Showไปฮ่องกงคราวนี้ก็หนุกดีเหมือนทุกครั้ง คราวนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ เพราะมันก็เหมือนๆเดิม
ร้านแรกที่ไปกินหลังจัดบูธเสร็จวันแรก
ร้านถัดมาไปเดินเล่นที่Temple Streetไปเล็งกระเป๋าเหมือนทุกครั้ง
ร้านถัดมาต้องไปกินตอนเช้าเพราะเป็นติมซำ
ร้านถัดมา เพิ่งค้นพบเมื่อคราวที่แล้วที่มา อยู่แถวถนนKowloon Park Drive
ร้านถัดมาไปกินที่mongkok ที่นี่ฮิตอาหารญี่ปุ่นกันมาก คนต่อคิวยาวเชียว เดินดูของที่ทongkokแล้วไม่ได้อะไรเลย มีแต่กระเป๋าก๊อปเต็มถนนไปหมดคล้ายๆมาบุญครอง แต่ถูกกว่าเยอะ
วันถัดมาเจ้านายให้เลือกระหว่างอาหารจีน กับอาหารเกาหลี
ร้านถัดมาเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไฮโซมากกก ต้องโทรไปจองก่อนถึงจะมีโต๊ะนั่ง ร้านนี้อร่อยมากกกกกกกก ปลาเป็นปลา ชิ้นใหญ่เต็มๆคำ
วันสุดท้านก่อนกลับเรามีเวลาไปเดินเล่นกันทั้งวัน ตื่นมาcheck outก็เที่ยงแล้ว ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแล้วก็ไปเดินเล่นลั๊นลากัน
กินเสร็จเราก็ลงรถใต้ดินไปที่สถานีCENTRAL เพื่อนไปขึ้นรถเมล์ต่อ
สถานีCENTRALใหญ่มากมาย เดินแค่หาทางขึ้นก็เหนื่อยแระ
แถวนี้เป็นแหล่งออฟฟิสนิดนึง วันนั้นเป็นวันจันทร์ด้วย
ในที่สุดคราวนี้ก็ได้นั่งรถเมล์2ชั้น มาที่นี่ไม่เคยได้นั่งซักที อยากมานาน...
หลังจากไหว้พระ ถ่ายรูปลั๊นลากันเสร็จ เราก็นั่งรถกลับมาแถวๆโรงแรมกัน
ซัก4-5โมงเราก็ขึ้นAirport express (หรือที่เมืองไทยกำลังจะเปิดในชื่อAirport Link)
บนเครื่องJennieได้กินของเหลือจากBCด้วย เป็นเสต็กเนื้อที่เหลือแค่4จานเท่านั้น ไฮโซ
สรุปทริปนี้ ออกแนวตัวใครตัวมัน ทุกคนรู้ทางไปดีอยู่แล้ว รูปสุดท้ายข้างบนนี่ใครเอ่ย??..มาดูของร้านหนุ่มไต้หวันขวัญใจชั้นด้วย |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|